วันพฤหัสบดีที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2557

พระพิจิตรเม็ดข้าวเม่า และ พระพิจิตรใบมะขาม


 

 

พระพิจิตรเม็ดข้าวเม่า

 
พระพิจิตรใบมะขาม ๑

 
พระพิจิตรใบมะขาม ๒

พระเมืองพิจิตร ที่พบมีทั้งที่ทำด้วยเนื้อชินเงิน และเนื้อดิน สร้างในสมัยสุโขทัย จนถึงสมัยอยุธยาตอนปลาย พระเมืองพิจิตร ทุกพิมพ์และทุกกรุ มีชื่อเสียงทางด้านแคล้วคลาด และคงกระพันชาตรี ที่โด่งดังที่สุดตลอดกาลและสร้างชื่อลือเลื่องมาตั้งแต่โบราณให้เมืองพิจิตร คือ พระพิจิตร เม็ดข้าวเม่า กรุวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ ซึ่งเป็นวัดหลวง สร้างในสมัยสุโขทัยตอนปลาย อยู่ในบริเวณพระราชวังโบราณ หรือที่เรียกกันว่า บริเวณเมืองเก่า ในปัจจุบัน

พระพิจิตรเม็ดข้าวเม่า พระพิจิตรใบมะขาม  เนื้อชินเงิน ต้นตำรับ พระเล็กจิ๋วแต่แจ๋ว ด้วยพุทธคุณด้านมหาอุด คงกระพันชาตรี แคล้วคลาดปลอดภัย ซึ่งอาจารย์ยุคโบราณได้สร้างไว้โดยเน้นความเล็กจิ๋ว เพื่อสะดวกในการพกพา หรือซ่อนไว้ในตัวอย่างมิดชิด ยามที่ต้องออกรบในศึกสงคราม ด้วยขนาดองค์พระสูงประมาณ ๑.๕ ซม.กว้างประมาณ ๐.๘ ซม.เท่านั้น

คนสมัยก่อนเชื่อกันว่า เนื้อพระพิจิตร มีส่วนผสมของ เหล็กน้ำพี้ ซึ่งเป็นเหล็กน้ำดี มีคุณวิเศษในตัวเอง พุทธลักษณะ พระพิจิตร เม็ดข้าวเม่า พิมพ์แขนหักศอก องค์พระปางสมาธิ ประทับนั่งบนฐานหมอนปีก พิมพ์ทรงเป็นรูปวงรี ด้านหลังเป็นลายผ้า นอกจาก พิมพ์แขนหักศอก แล้วยังมี พิมพ์แขนกลม พิมพ์ฐานขีด พิมพ์สามเหลี่ยมหน้าจั่ว พิมพ์ไม่มีฐาน ทั้งหมดนี้ขุดพบจากกรุวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ จ.พิจิตร

เอกลักษณ์ของ พระพิจิตรเม็ดข้าวเม่า พระพิจิตรใบมะขาม ทุกพิมพ์ เป็นพระที่สร้างด้วยเนื้อชินเงิน บางองค์แก่เนื้อตะกั่ว และมีขนาดเล็กมากๆ ชายไทยนิยมบูชาประจำกาย บางท่านแอบเหน็บซ่อนไว้อย่างมิดชิด ถ้าตกหล่นหรือหลงลืมมักจะหายได้ง่าย จนได้รับการขนานนามในวงการพระเครื่องว่า เป็นพระชุด “จิ๋วแต่แจ๋ว” ที่มีราคาแพงสุดๆ

ในกรุวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ ของ จ.พิจิตร ต้องยกให้ พระพิจิตร พิมพ์แขนกลม ถือว่าเป็นพิมพ์นิยมที่สุด

ที่มา - นสพ. คมชัดลึก 21 ก.พ. 2556

วันพุธที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2557

พระกริ่งนอกเนื้อเปียกทองยุคต้น

 


พระกริ่ง หรือพระไภษัชยคุรุไวฑูรยประภาตถาคตพุทธเจ้า เป็นหนึ่งในพระพุทธเจ้า 3 พระองค์ของพระพุทธศาสนาฝ่ายมหายาน คติความเชื่อของฝ่ายมหายาน เชื่อว่าพระพุทธเจ้ามีมากหลายพระองค์ แต่ที่สำคัญมี 3 พระองค์คือ
1. พระศากยมุนีพุทธเจ้า(พระยูไล)
2. พระอมิตาภะพุทธเจ้า ซึ่งชาวพุทธมหายานทั่วโลก เวลาทักทายกันจะเอ่ยคำว่า "อามิตาพุทธ" ซึ่งเป็นการเอ่ยพระนามของพระองค์ 
3. พระไภษัชยคุรุพุทธเจ้า ผู้ทรงช่วงเหลือมวลมนุษย์ ด้วยมหาปณิธาน 12 ประการ เป็นผู้มีอิทธิฤทธิ์ บันดาลให้ผู้กราบไหว้พ้นจากโรคภัย ไข้เจ็บต่างๆ ประทานโชคลาภความร่ำรวย และคุ้มครองดวงชะตา ให้แคล้วคลาดปลอดภัย

พระไภษัชยคุรุพุทธเจ้า จึงเป็นพระนิรันตรายของฝ่ายมหายาน

ด้วยเหตุแห่งความเคารพศรัทธาในพระพุทธเจ้าทั้ง 3 พระองค์ ดังนั้นเวลาเราไปวัดจีน เช่น วัดโพธิ์แมนคุณาราม วัดเล่งเน่ยยี่ หรือวัดในประเทศจีน เราจะสังเกตเห็นในพระอุโบสถ ตั้งพระประธาน 3 พระองค์

พระกริ่งเข้ามาสู่ประเทศไทยตั้งแต่เมื่อใดไม่มีหลักฐานแน่ชัด แต่มีการค้นพบพระกริ่งที่เมืองเก่าสุโขทัยหลายองค์ แสดงให้เห็นว่า การบูชาพระกริ่งนั้น มีมาตั้งแต่กรุงสุโขทัยเป็นราชธานีแล้ว 

พระกริ่งจากประเทศจีนซึ่งมีพุทธลักษณะ ที่แตกต่างไปจากพระกริ่งใหญ่ มีการแต่งองค์พระให้สวยคมมาก เอกลักษณ์ที่โดดเด่น คือเป็นพระที่เปียกทองซึ่งแตกต่างจากพระกะไหล่ทองในยุคปัจจุบันนี้

กรรมวิธีการเปียกทอง ในสมัยโบราณนั้นจะนำพระที่แต่งผิวเรียบร้อยแล้วจึงนำน้ำยาปรอททาลงบนองค์พระให้ทั่วองค์พระหลายๆชั้น และตากลมให้แห้งพร้อมกับนำน้ำทองคำบริสุทธิ์ เป็นน้ำทองทาทับผิวปรอทจนทั่ว เมื่อน้ำทองติดหนาดีแล้ว จึงนำองค์พระไปเผาไฟบนตะแกรงเหล็ก เมื่อปรอทเจอความร้อนจะระเหยตัวออก เหลือแต่แผ่นทองคำติดแน่นบนผิวสัมฤทธิ์ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นเนื้อทองเหลืองเท่านั้น เสร็จแล้วให้พระเย็นลง เริ่มทาปรอทใหม่ ทาทับด้วยน้ำทองใหม่ แล้วนำไปเผาไฟไล่ปรอทอีก ทำเช่นนี้หลายๆครั้ง จะได้พระกริ่งเนื้อสัมฤทธิ์ที่เปียกทองจนทองหนาทั่วทั้งองค์ เราเรียกวิธีการนี้ว่า "เปียกทอง"

ปัจจุบันน่าจะเลิกทำกันหมดแล้ว เพราะเป็นอันตรายต่อคนสร้างมาก สูดดมกลิ่นปรอทเข้าตัว ทำให้เสียชีวิตได้ง่าย ประกอบกับในสมัยยุคหลังมีกรรมวิธี "กะไหล่ทอง" ด้วยระบบน้ำยาและไฟฟ้า ง่าย ประหยัดและปลอดภัยกว่ามาก

พระกริ่งจีนที่เป็นเปียกทอง จะมีค่ามาก เพราะเป็นพระกริ่งจีนยุคต้น ที่ก้นขององค์พระ จะมียันต์ หนังสือจีน เป็นตัวหนังสือ "ซังฮี้" แปลว่า "มีความสุขคู่กัน"

ส่วนพระกริ่งจีนบางองค์ที่ใต้ฐานมีตรามังกรห้าเล็บ จะเป็นพระกริ่งที่ฮ้องเต้สร้างขึ้นเอง 

ปัจจุบันพระกริ่งชนิดเปียกทองหาชมได้ยากมาก 

พระกริ่ง องค์อื่นๆ






วันพฤหัสบดีที่ 2 มกราคม พ.ศ. 2557

สวัสดีปีใหม่ 2557

ในวาระดิถีปีใหม่ 2557 กราบขอพร พระชัยบารมี พระบูชา พระเครื่อง วัตถุมงคล สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทุกพระองค์ที่อยู่ในห้องพระเครื่องเขียวบารมี ทรงโปรดประทานพรให้ทุกๆท่านประสพแต่ความสุขความเจริญในทุกๆด้าน พ้นจากโรคภัยใข้เจ็บต่างๆ ประทานโชคลาภความร่ำรวย   และคุ้มครองดวงชะตาทุกท่านที่ได้เยี่ยมชมเวบนี้ ให้แคล้วคลาดปลอดภัยตลอดกาล ด้วยเทอญ... สาธุ

วันเสาร์ที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

พระสมเด็จ วัดระฆังฯ พิมพ์หน้าบรรณ


 

 

 


พระพิมพ์ทรงพิเศษของสมเด็จโต

พระสมเด็จ วัดระฆังฯ พิมพ์หน้าบรรณ เป็นพระที่สร้างเมื่อปีพศ. 2394 ขณะนั้นสมเด็จพุฒาจารย์โต พรหมรังสีดำรงสมณศักดิ์เป็น พระธรรมกิตติโสภณ อยู่ในช่วงต้นรัชสมัยรัชกาลที่ 4 ท่านจึงได้สร้างพระเพื่อเฉลิมฉลองการขึ้นครองราชย์ของรัชกาลที่ 4 สร้างขึ้นในคราวเดียวกันจำนวน 100 องค์ 

มวลสารหลักได้แก่ ปูนขาวเปลือกหอย ผงว่านต่างๆ ผงข้าวสุก ผงเกสร ผงกระยาสารท ผงตะไคร่ใบสีมา ผงอิธะเจ ผงปถมัง ผงกรุเก่า ผงชานหมาก ผงใบลาน ผงดินสอ ผงพอกช้างเผือก ผงพระพุทธคุณ พระธรรมคุณ พระสังฆคุณ อินทรียวัตถุ อนินทรียวัตถุ ฯลฯ ผสมน้ำมันประสาน ซึ่งได้แก่ น้ำมันตังอิ้ว น้ำอ้อย น้ำผึ้ง กล้วยสุก กาวยางไม้ต่างๆ ปั้นขึ้นรูปกดพิมพ์จะได้พระที่มีเนื้อละเอียด คือ เนื้อแน่น แกร่ง ผิวมีความมันวาว และไม่ค่อยปรากฏมวลสารชัดเจนนัก เนื่องจากมวลสารต่างๆ ถูกตำถูกบดจนละเอียดมาก 

ขนาดองค์พระ พระสมเด็จ วัดระฆังฯ พิมพ์หน้าบรรณ มีขนาดองค์พระใหญ่มาก ดังนี้
ความสูง 15.6 ซม.
ความกว้าง ด้านบน  10.0 ซม.
ความกว้าง ด้านฐาน 10.9 ซม.
ความหนา  3.0 ซม. 
(ด้านหลัง ถึง ซุ้มและองค์พระ)
ด้านหน้าเป็นรูปองค์พระ ด้านหลังจารเป็น รูปอุณาโลม

พุทธคุณ ได้มีการทำพิธีพุทธาภิเษกหมู่ เด่นทางด้านคงกระพันชาตรี แคล้วคลาดปลอดภัย ใช้ทำน้ำมนต์บำบัดโรคภัยไข้เจ็บต่างๆได้ ดีนักแล


พระสมเด็จวัดระฆังฯ พิมพ์อื่นๆ