วันพุธที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562

พระพิจิตรเม็ดข้าวเม่า ชินเงินกรุวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ จังหวัดพิจิตร

 

  

พระพิจิตรเม็ดข้าวเม่า ชินเงินกรุวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ จังหวัดพิจิตร

เมืองพิจิตรหรือเมืองงามเป็นเมืองมาตั้งแต่สมัยทวารวดีพงศาวดารเหนือกล่าวถึงเมืองนี้ว่าเมื่อ “พระยาโคตบอง” สิ้นอำนาจจากกรุงละโว้ก็ได้ไปสร้างเมืองขึ้นใหม่ที่บ้านโกญทัญญาคาม(โพทะเล) โดยเลี่ยงเมืองนี้ว่า “นครไชยบวร” จนถึงพ.ศ. 1600 กาญจนบุรีซึ่งเป็นโอรสได้ย้ายเมืองหลวงมาอยู่ที่ “หมู่บ้านสระหลวง” และตั้งชื่อเมืองใหม่ว่า “พิจิตร” ตลอดมา พอถึงพ.ศ. 2006 ตรงกับสมัยอยุธยา เมืองพิจิตรได้ชื่อใหม่ว่า “เมืองโอฆบุรี” ในที่สุด “นครไชยบวร” เมืองพิจิตร, เมืองสระหลวง, เมืองโอฆบุรีทั้ง 4 เมืองนี้กลับมาใช้ชื่อว่าเมืองพิจิตรเรื่อยมาจนถึงสมัยรัตนโกสินทร์ พ.ศ. 2424 สมัยรัชกาลที่ 5 เมืองพิจิตรได้ย้ายมาอยู่ตำบลปากทางจนถึงพ.ศ. 2427 ก็ย้ายมาอยู่ที่บ้านท่าหลวง ตำบลในเมืองอีกครั้ง คือเมืองพิจิตรปัจจุบันนี้

พุทธปฏิมากรรมของขลังที่ปรากฏขึ้นจากกรุเมืองพิจิตรนั้นส่วนมากเป็นพระเครื่องศิลปะสุโขทัยและศิลปะอยุธยาพระเครื่องเมืองพิจิตรรู้จักกันดีในวงการพระว่า “จิ๋วแต่แจ๋ว” มีชื่อเสียงเลื่องลือโด่งดังมานานแล้วที่มีขนาดเล็กจิ๋วคือพระพิจิตรเม็ดข้าวเม่า, พระพิจิตรเขี้ยวงู, พระพิจิตรเม็ดน้อยหน่า, พระพิจิตรยอดโถ, พระพิจิตรเกศคด, พระพิจิตรวัดนาคกลาง, พระพิจิตรผงดำ, พระพิจิตรหลังลายผ้าและอื่นๆเป็นต้น โดยแต่ละกรุ ต่างก็มากแบบสุดพรรณนา ทั้งนี้ต่างก็เป็นยอดพระเครื่องที่ทรงไว้ซึ่งพุทธคุณในด้านคงกระพันชาตรี มหาอุดและแคล้วคลาดที่เชื่อถือได้ดีทีเดียว

ขึ้นชื่อว่า “พระเครื่องเมืองพิจิตร” แล้วไม่ว่าจะเป็นนักเลงพระหรือไม่ก็ตามเป็นต้องร้องอ๋อ “พระพิจิตรเม็ดข้าวเม่า” ขึ้นมาทันที นี่ก็ชี้ให้เห็นว่าจะหาพระเล็กจิ๋วฤทธิ์โตแล้วก็ต้องยกให้พระพิจิตรเขา พระพิจิตรวิชัยจะมีขนาดเล็กจิ๋วไปหมดไม่ พระองค์ตัวโตๆก็มีเหมือนกัน เรื่องราวกำเนิดพระเครื่องเมืองพิจิตรนี้มีมาตั้งแต่สมัยสุโขทัยแล้ว( 600 กว่าปี) ศิลปะที่ปรากฏจึงมีทั้งศิลปะสุโขทัยบริสุทธิ์ สุโขทัยตะกวน อู่ทองปลายและศิลปะอยุธยา สำหรับกรุเมืองพิจิตรมีมากกว่า 20 ปีขึ้นไป ที่นิยมกันมากได้แก่ คุรุวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ กรุท่าฉนวน กรุวัดโพธิ์ประทับช้างและอื่นๆเป็นต้น

พระเครื่องเมืองพิจิตรมีสร้างไว้ทั้งชนิดเนื้อชิน( นิยมกันมาก) เนื้อชินแข็ง เนื้อชินเขียว เนื้อดินและชนิดทำเป็นแผ่นทองแผ่นเงินประกบหน้าไว้ก็มีอีกด้วย ขึ้นชื่อว่าพระเครื่องเมืองพิจิตรแล้วประมาณร้อยละ 75 พระเกศจะคดยาวเป็นเกลียว ที่แน่ๆถ้าเป็นพระพิจิตรแล้ว ควรเป็นพระบาง หลังลายผ้าลายโต ที่เป็นเนื้อชินเขียวควรมีไขวัวสีขาวอมเหลืองขึ้นจับหนาไว้แหละดี และได้มีการทำปลอมกันมานานแล้วเช่นกันควรระวังไว้ให้มาก พุทธคุณของพระเครื่องเมืองพิจิตรยอดเยี่ยมทางด้านแคล้วคลาดและคงกระพันชาตรี ซึ่งได้มีประสบการณ์แก่ผู้นำไปบูชาติดตัวกันมากมายหลายรายเป็นที่เชื่อถือได้มาแล้ว

พุทธลักษณะ พระพิจิตรเม็ดข้าวเม่าเนื้อชินเงิน
1) พระพิจิตรเม็ดข้าวเม่าเป็นพระขนาดเล็กมากเรียกได้ว่าจิ๋วเลยทีเดียวรายละเอียดของพระปฏิมาจึงไม่เด่นชัดเป็นการจำลองพระบูชาขนาดใหญ่โดยย่อเท่านั้น ลักษณะองค์พระปฏิมาประทับนั่งราบปางสมาธิบนอาสนะฐานสามชั้น พระเศียรกลม พระศฎา (ผมที่เกล้ามวย) ยกสูงขึ้น ระเกดรัศมียาวรูปเปลวเพลิงเรียนโค้ชไปทางด้านขวาขององค์พระ
2) พระพักตร์รูปไข่ศิลปะสุโขทัย พระศอเป็นลำตรง พระอังสากว้าง พระอุระนูน พระพาหาทั้งสองทอดลงข้างลำพระองค์ หักพระกัประยกพระกรทั้งสองพับเข้าใน พระหัตถ์ประสานการวางเหนือพระเพลา ทรงประทับนั่งราบ พระชงฆ์ขวาวาฬเกยบนพระชงฆ์ซ้ายลักษณะทรงสมาธิเข้าฌานสมาบัติ
3) องค์พระปฏิมารวมทั้งพระอาสนะ ฐานที่ประทับสร้างเป็นปฏิมากรรมนูนต่ำประดิษฐานอยู่ภายในกรอบรูปเม็ดข้าวเม่า เส้นกรอบข้างเป็นเส้นลวดนูนเล็กๆล้อมรอบพอดีกับองค์พระ โดยไม่ต้องตัดกรอบ มีเนื้อเกินเพียงเล็กน้อยแสดงถึงฝีมือช่างชั้นสูงที่ยอดเยี่ยมกลุ่มหนึ่งเลยทีเดียว ด้านหลังพระพิมพ์แบนแอ่น เป็นท้องกระทะมีลายผ้าปรากฏตามกรรมวิธีการผลิต

ยุคสมัย ศิลปะและผู้สร้าง
พระพิจิตรเม็ดข้าวเม่าเป็นพระเครื่องสร้างในยุคสมัยสุโขทัยเป็นราชธานีมีกษัตริย์ปกครองในพุทธศตวรรษที่ 18 ตั้งแต่ พ.ศ. 1800 ถึง 1921 เมืองพิจิตรเป็นเมืองอยู่ในปกครองของราชอาณาจักรสุโขทัยจึงได้รับการถ่ายทอดศิลปะสุโขทัยโดยอัตโนมัติพระพิจิตรเม็ดข้าวเม่าจึงถูกสร้างขึ้นเป็นศิลปะสุโขทัยบริสุทธิ์ผู้สร้างก็คือนายช่างปฏิมากรรมชาวเมืองพิจิตรนั่นเอง และประยุกต์ให้เป็นเอกลักษณ์ของตนเองโดยสร้างให้มีขนาดเล็กจิ๋วเป็นการประหยัดวัสดุที่หายากในสมัยนั้นเพื่อให้ได้พระเครื่องจำนวนมากนับเป็นความฉลาดของช่างเมืองพิจิตรที่สร้างพระเครื่องเหล่านี้โดยที่ช่างสร้างพระเครื่องเมืองอื่นคาดไม่ถึงเลยทีเดียว เมื่อสร้างเสร็จแล้ว นำไปบรรจุกรุตามพระเจดีย์สืบต่อพระศาสนาในรูปองค์พระพุทธให้อนุชนรุ่นหลังได้สำนึกได้ว่า ณ ดินแดนแห่งนี้คือสถานที่พระพุทธศาสนาประดิษฐานอยู่ในอดีตกาลจวบจนปัจจุบัน

มวลสารที่ใช้สร้าง
พระพิจิตรเม็ดข้าวเม่าเนื้อชินเงินสร้างด้วยโลหะ 2 ชนิดเป็นหลักคือตะกั่วกับดีบุกหลอมละลายเข้าด้วยกันเป็นเนื้อเดียว ขณะเป็นของเหลวก็หยอดลงในเบ้าแม่พิมพ์กดประคบด้านหลังขณะอยู่ในพิมพ์ด้วยตุ้มผ้าลายหยาบ เมื่อโลหะแข็งตัวแล้วแกะออกจากแม่พิมพ์ ได้พระพิมพ์เล็กจิ๋ว นำมาเก็บรวบรวมไว้ตามจำนวนที่ต้องการ พระพิมพ์ เมื่อสร้างเสร็จใหม่ๆ ผิวภายนอกองค์พระแต่ละองค์จะมีสีขาววาววับดั่งเงินยวง นำมาเข้าพิธีบวงสรวงพุทธาภิเษกโดยคณาจารย์ผู้ทรงอภิญญาเสร็จแล้วนำเข้าบรรจุกรุในพระเจดีย์และสถานศักดิ์สิทธิ์ที่เคารพบูชาสืบไป เวลาผ่านไป ต่อมาเมื่อมีการเปิดกรุได้พบเจอพระเครื่องเหล่านี้อยู่ในกรุเป็นเวลายาวนานหลายร้อยปี สภาพภายในกรุทำให้พระเครื่องเหล่านี้เกิดสนิมขึ้นตามผิวมีสีเทาดำเป็นสนิมตีนกา รวมทั้งมีไขขาวเป็นฝ้าแทรกขึ้นมาด้วย เหล่านี้เป็นคุณสมบัติของชินเงิน เมื่ออยู่ในกรุก็ต้องมีขี้กรุเป็นผงดินละเอียด สีนวลเหลืองอ่อนๆ ติดตามซอกลึกบนผิวบางๆแลดูเป็นธรรมชาติ

พุทธคุณ
คงกระพันชาตรี แคล้วคลาด มหาอุตม์



3 ความคิดเห็น:

  1. สวยดี​ ข้อมูล​เต็มเยี่ยม

    ตอบลบ
  2. เปิดกรุมากี่ปีครับ พ.ศ2557-2562พึงทำขึ้นหรือพึงเปิดกรุ พ.ศ ดังที่กล่าว

    ตอบลบ