แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เขียวบารมี แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เขียวบารมี แสดงบทความทั้งหมด

วันอาทิตย์ที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

พระปิดตา เจ้าคุณศรี วัดอ่างศิลา ชลบุรี หลังยันต์กระบองไขว้ ด้านหน้า องค์ที่ 2

พระปิดตา เจ้าคุณศรี วัดอ่างศิลา ชลบุรี หลังยันต์กระบองไขว้ องค์ที่ 2

 

พระปิดตา หลวงปู่ยิ้ม พิมพ์ชะลูด วัดหนองบัว กาญจนบุรี

พระปิดตา หลวงปู่ยิ้ม พิมพ์ชะลูด วัดหนองบัว กาญจนบุรี

 

พระปิดตา หลวงพ่อทา เนื้อสัมฤทธิ์ วัดพะเนียงแตก นครปฐม

พระปิดตา หลวงพ่อทา  เนื้อสัมฤทธิ์ วัดพะเนียงแตก นครปฐม

 

พระปิดตา หลวงพ่อทา เนื่อเมฆพัด วัดพะเนียงแตก นครปฐม

พระปิดตา หลวงพ่อทา  เนื้อเมฆพัด วัดพะเนียงแตก นครปฐม

 

หลวงปู่ศุข วัดปากคลองมะขามเฒ่า พิมพ์รัศมีข้างอุ ชินตะกั่ว

หลวงปู่ศุข วัดปากคลองมะขามเฒ่า พิมพ์รัศมีข้างอุ ชินตะกั่ว

คาถาหลวงปู่ศุข วัดปากคลองมะขามเฒ่า จังหวัดชัยนาท

สัตถา เทวะมะนุสสานัง พุทโธ ภะคะวาติ มะอะอุ

 

วันเสาร์ที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

วันพุธที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2555

กำเนิดพระสมเด็จ

แหล่งกำเนิดพระสมเด็จฯ เท่าที่ทราบมีอยู่ด้วยกัน ๓ วัด คือ

๑. วัดระฆังโฆษิตาราม วัดนี้เป็นวัดเก่า โบราณนานมาแล้วในยุคสมัยกรุงศรีอยุธยาตามหลักฐานในประศาสตร์ กล่าวเล่ากันว่า วัดนี้มีชื่อว่าวัดบางหว้าใหญ่ครั้งถึงยุคกรุงรัตนโกสินทร์พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ได้ทรงปฏิสังขรณ์ขึ้นใหม่ให้เป็นพระอารามหลวงโดยทรงให้เปลี่ยนชื่อเสียใหม่ว่า "วัดระฆังโฆษิตาราม "  สืบมากระทั่งทุกวันนี้ และเป็นวัดที่สมเด็จพระพุฒาจารย์โตฯ ได้มาบวชเณรอยู่จนได้รับพระสมณศักด์ขึ้นเป็นสมเด็จพุฒาจารย์ ฯ และเป็นเจ้าอาวาสจนสิ้นบุญนับเป็นครั้งแรกที่ท่านได้สร้างขึ้นไว้
๒. พระสมเด็จวัดบางขุนพรหม “วัดใหม่อมตรส"  กล่าวกันต่อมาว่า เสมียนตราด้วงต้นตระกูลธนโกเศศ เป็นผู้ปฏิสังขรณ์ข้นใหม่จนแล้วเส็จเมื่อปี พ ส ๒๔๑๑และได้สร้างพระเจดีย์ขึ้น เพื่อบรรจุอัฐิบรรพบุรุษ ครั้งต่อมาเสมียนตราด้วงได้ไปนิมนต์ท่านเจ้าพระคุณสมเด็จ ฯ มาทำพิธีสร้างพระสมเด็จ ฯ ขึ้นที่วัดอินทรวิหาร ซึ่งแต่เดิมนั้นชื่อว่า วัดบางขุนพรหมนอก. แลัวนำมาบรรจุไว้ในพระเจดีย์ใหญ่ที่วัดใหม่อมตรส

๓. วัดเกศไชโยวรวิหาร จังหวัดอ่างทอง วัดนี้ตามหลักฐานที่ท่านผู้รู้ได้เล่าสืบต่อกันมาว่า “สมเด็จพุฒาจารย์โต เป็นผู้สร้างขึ้นเพื่ออุทิศส่วนบุญให้โยมมารดา และตา จึงตั้งนามว่าวัดเกศไชโย ( มารดาชื่อเกศ ตา ชื่อชัย ) และยังได้สร้างพระนั่งองค์ใหญ่ไว้ ๑ องค์ เพื่อเป็นอนุสรณ์ให้รู้ว่า “ขณะท่านยังเป็นเด็กได้สอนนั่งได้ที่นี่”  ครั้งต่อมาในปี พ ศ .๒๔๓๐ เจ้าพระยารัตนบดินทร์สมุห์นายกได้มีจิตศรัทธาปฏิสังขรณ์พระอารามนี้ขึ้นใหม่พร้อมทั้งพระอุโบสถ และพระวิหาร แต่ทว่าความสั่นเสทือนของการปฏิสังขรณ์ในครั้งนั้นจนทำให้พระโตนั่งพังลงมาความทราบถึงพระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวง จึงมีพระราชภาระให้สร้างพระโตขึ้นใหม่ และเสร็จในปี ๒๔๓๔ ทรงถวายพระนามว่าพระมหาพุทธพิมพ์ และทรงเปลี่ยนชื่อวัดว่า “วัดไชโยวรวิหาร "  ให้เป็นพระอารามหลวง ตั้งแต่นั้นมา

การสร้างพระสมเด็จฯ
เหตุของการสร้างพระสมเด็จ ฯ นั้นมีเรื่องเล่ากันว่า “ครั้งหนึ่งทานเจ้าพระคุณสมเด็จฯ ได้ขึ้นไปเยี่ยมญาติที่จังหวัดกำแพงเพชร และได้พบศิลาจารึกบนใบลานและแม่พิมพ์ของการสร้างพระหลายอย่างด้วยกัน ก็ได้ดำริที่จะสร้างพระพิมพ์ขึ้นมาเพื่อเป็นการสืบทอดพระศาสนาตามเยี่ยงโบราณกาลบ้าง พร้อมยังได้นำเศษพระเครื่องที่แตกหักชำรุด เพื่อนำมาเป็นส่วนผสมในการสร้างพระในครั้งนั้นด้วย จึงได้มีผู้มีจิตศรัทธาได้คิดแบบพิมพ์ขึ้นหลายแบบพิมพ์ด้วยกัน มีทั้งแบบพิมพ์พระนางพญา พิมพ์เม็ดขนุน พิมพ์สี่เหลี่ยมชิ้นฟัก พิมพ์พระโต ฯ และแบบอื่น ๆ อีกหลายแบบด้วยกัน แต่ในที่นี้จะขอกล่าวถึงพิมพ์ที่มหาชนนิยม แต่ทั้งนั้นพระเครื่องที่ท่านได้สร้างขึ้นมานั้นก็ล้วนแต่ขลัง และศักดิ์สิทธิ์ทั้งสิ้น ขอให้เป็นของเก่าของแท้ แล้วท่านจะไม่ผิดหวัง ในพุทธคุณ พุทธานุภาพ วิเศษสุดสำหรับผู้ใช้ และจัดได้ว่า เป็นวัตถุโบราณอันสำคัญของชาติ อีกด้วย

๑) พระสมเด็จวัดระฆังโฆษิตาราม
แบบพิมพ์ที่อยู่ในความนิยม และมีมูลค่าในการแลกเปลี่ยนสูง มีดังต่อไปนี้ คือ
๑. พิมพ์ทรงพระประธาน  ๒. พิมพ์ทรงเจดีย์  ๓. พิมพ์ทรงฐานแซม  ๔. พิมพ์ทรงเกตุบัวตูม  ๕. พิมพ์ทรงปรกโพธิ์  ๖. พิมพ์ทรงเศียรบาตรอกครุฑ (ทั้งนี้แต่ละพิมพ์ยังมีแยกย่อยออกไปอีก)

๒) พระสมเด็จวัดใหม่อมตรส "วัดบางขุนพรหม"
เป็นพระสมเด็จฯ ที่เสมียนตราด้วง ได้นิมนต์ท่านเจ้าพระคุณสมเด็จ ฯ มาปลุกเสกและบรรจุในกรุ พระกรุนี้จึงมีสนิมกรุแน่นติดแน่นอยู่กับเนื้อพระพิมพ์พระซึ่งอยู่ในความนิยมของมหาชนมีดังต่อไปนี้คือ  
๑. พิมพ์ทรงพระประธาน  ๒. พิมพ์ทรงเจดีย์  ๓. พิมพ์ทรงฐานแซม  ๔. พิมพ์ทรงเกตุบัวตูม  ๕. พิมพ์ทรงปรกโพธิ์  ๖. พิมพ์ทรงเศียรบาตรอกครุฑ  ๗. พิมพ์ทรงสังฆาฏิ  ๘. พิมพ์ทรงเส้นด้าย  ๙. พิมพ์ทรงฐานคู่ ดังนี้เป็นต้น (ทั้งนี้แต่ละพิมพ์ยังมีแยกย่อยออกไปอีก)

๓) พระสมเด็จวัดไชโยวรวิหาร (วัดเกศไชโย) จังหวัดอ่างทอง
พระสมเด็จ ฯ วัดนี้ท่านเจ้าพระคูณสมเด็จ ฯ ได้สร้างขึ้นเพื่ออุทิศส่วนบุญให้แก่โยมมารดา และตาของท่านซึ่งบรรจุอยู่ในพระเจดีย์ต่อมาพระเจดีย์ได้พังลง จึงมีผู้มาพบและเรียกพระกรุ นี้ว่า พระสมเด็จวัดเกษไชโยในพระเจดีย์ พระสมเด็จวัดเกศไชโย แบบพิมพ์ ที่อยู่ในความนิยม มีดังต่อไปนี้.
๑. พิมพ์อกร่องหูยาน  ๒. พิมพ์อกร่องฐาน ๗ ชั้น  ๓. พิมพ์อกร่องฐาน ๖ชั้น  ๔. พิมพ์อกร่องฐาน ๕ ชั้นฯ

วัสดุที่ไช้ในการสร้างพระสมเด็จ
พระสมเด็จฯ ของท่านเจ้าพระคุณสมเด็จฯ ที่ได้สร้างขึ้นนั้น ทานได้ผสมด้วยผงวิเศษถึง ๕ อย่างด้วยกัน และโดยเฉพาะอย่างยิ่งแล้วกล่าวกันว่า “อานุภาพของผงวิเศษ ๕ อย่างนี้มีคุณานุภาพมากมายนักสุดที่จะพรรณนาดังเช่น

๑. ดินสอพอง ท่านได้เก็บรวบรวมมาจากการึศึกษาอักขระเลขยันต์ต่าง ๆ อันได้แก่การเขียนพระเวทย์อันศักดิ์สิทธิ์ จากพระตำหรับคัมภีร์พุทธาคม อันได้แก่ ผงปถมัง. อิทะเจ. มหาราช. พุทธคุณ และตรีนิสิงเหง ซึ่ยากยิ่งนักที่บุคคลทั้งหลายจะทำได้สำเร็จ อานุภาพก่อให้เกิดลาภผลต่าง ๆ แก่ท่านผู้ที่ได้นำไปใช้ ผงวิเศษ ๕ อย่างนี้มีคุณวิเศษที่สุดยากที่จะหาได้ง่ายนัก
๒. ข้าวสุก ท่านเจ้าพระคุณสมเด็จ ฯ ได้มาจากการบิณฑบาต และได้นำมาผสมกับผงวิเศษของท่านในการสร้างพระสมเด็จ โดยท่านแบ่งออกเป็นสี่ส่วน คือ ๑ สำหรับท่านฉัน ๒ แบ่งให้ลูกศิษย์ ๓ให้ทานแก่นก กา ๔ ที่เหลือนำมาผสมในการสร้างพระเครื่อง
๓. กล้วยน้ำ (กล้วยหอมจันทร์) ท่านเจ้าพระคุณสมเด็จ ฯ ท่านเอาทั้งเปลือกและเนื้อมาบดตำให้ละเอียด แล้วนำมาผสมในการสร้างพระเครื่อง

๔. ผงเกสรดอกไม้ ท่านเจ้าพระคุณสมเด็จ ฯ จะถือเอานิมิตอะไรก็เหลือทราบ แต่เท่าที่ทราบก็คือท่านได้เดินตามรอยอย่างของโบราณจารย์ทั้งสิ้น

๕. ปูนขาว ท่านเจ้าพระคุณสมเด็จฯ มิใช้ปูนขาวทาผนัง แต่ท่านได้นำเอาเปลือกหอยตามชายทะเลและที่ชาวบ้านบริโภคเนื้อทิ้งเปลือกไว้ท่านได้นำมาเผา แล้วนำมาบดตำจนละเอียดเป็นผงแป้ง ใช้เป็นวัสดุส่วนสำคัญที่ต้องการปริมาณมากในการผสมพระสมเด็จ ส่วนน้ำมันตั้งอิ๋วมีส่วนผสม กับน้ำพุทธมนต์เพื่อการหล่อหลอมตัวเกี่ยวของเนื้อพระให้ให้ยึดแน่น ไม่เปราะหักแตกง่าย จะเห็นได้ว่าพระสมเด็จ ฯได้ถูกสร้างขึ้นด้วยผงวิเศษต่าง ๆ ดังกล่าวมานี้ จึงมีคุณานุภาพมากมายยิ่งนัก เพราะเหตุนี้จึงเป็นที่ต้องการของมหาชนยิ่งนัก ทำให้เกิดการทำพระปลอมแปลง เลียนแบบ มาหลอกแลกเปลี่ยนชื้อขายกันมากมาย จึงขอให้ระวัง
ลักษณะเนื้อของพระสมเด็จฯ
เนื้อพระสมเด็จ ฯ หลักใหญ่แล้วมีอยู่ ๒แบบ คือ เนื้อแกร่ง. เนื้อหนึกนุ่มนอกจากนั้นแล้ว “ ตรียัมประวาย”  ยังแบ่งการพิจารณาออกเป็น ๑๓ รายการ ดังนี้คือ

๑ ความละเอียด ปรกติเนื้อพระสมเด็จ จะมีลักษณะค่อนข้างละเอียดเพราะเป็นเนื้อปูน ต่างกับพระดินเผาประเภทอื่น ๆ ส่วนเนื้อหยาบก็มีปรากฏบ้างเหมือนกันแต่ส่วนมากจะเป็นหย่อม ๆ ของเนื้อ และมวลสารของเนื้อ เหล่านี้ทำให้เกิดความซึ้งตายิ่งนักความนุ่ม เป็นคุณลักษณะของเนื้อที่สึกได้จากการพิจารณาด้วยนัยน์ตาเป็นส่วนใหญ่ และอาจใช้นิ้วมือสัมผัสก็ได้เช่นกัน เนื้อที่มีความนุ่มมากๆ มองดูจะเห็นความนุ่มของเนื้อไม่กระด้างนัยน์ตา นุ่มมือเล็กน้อย “ลองสัมผัสมือดูก็จะรู้สึกถึงความนุ่มได้ " ซึ่งทั้งนี้ มิใช่ว่า " พระสมเด็จฯที่สร้างออกมาจะมีการไปอยู่เรื่อยๆก็หาไม่แต่ทว่าที่สำคัญ ก็คือแบบพิมพ์ที่มาตรฐาน (จำแบบพิมพ์ของจริงไว้ให้แม่น) แต่พระนอกพิมพ์ถ้าไม่แม่นจริงควรหลีกเลี่ยงให้ไกล เพราะเท่ากับเป็นการหนีพระเก้ให้มากขึ้นโดยปลอดภัยโยขอให้ท่านจำแบบพิมพ์-เนื้อที่มาตรฐาน (ขอให้ดูพระสมเด็จฯแท้ๆจำให้ขึ้นใจ) เพื่อท่านจะได้พระสมเด็จแท้ไว้บูชา

๒. ความแกร่ง ลักษณะของความแกร่งที่เกิดจากมวลสารของปูนเปลือกหอยซึ่งจับตัวกันแข็งแกร่ง แต่มิได้หมายถีงความกระด้าง ทั้งนี้ของจริงๆนั้นในขณะที่เนื้อมีความแกร่ง แต่ผิวของเนื้อก็คงแขวงไปด้วยความนุ่มนวลนั่นเอง และผิวมองคล้ายกับผิวของกระเบื้องกังใส

๓. ความหนึก เป็นคุณสมบัติของความนุ่ม ความแกร่งน้ำหนักก็เป็นคุณสมบัติสำคัญของแท้ ส่วนของไม่แท้นั้นจะปราศจากความหนึกเพราะเนื้อพระยังไม่เก่าพอ ข้อสำคัญจะต้องหัดดูความเก่าให้แม่น แล้วท่านปลอดภัยกับพระปลอมที่ระบาดอยู่ทั่วไป

๔. ความฉ่ำ เป็นลักษณะที่ควบคู่กับความนุ่มเกิดจากเนื้อมีความนุ่มและเงาสว่าง แต่เนื้อประเภทแกร่งก็มีความฉ่ำเช่นเดียวกัน ถ้าเกิดเงากระจ่างเพราะถูกใช้มาพอสมควร

๕ ความซึ้งต่างๆกัน ความซึ้ง เกิดจากมวลสารของเนื้ออันผสมด้วยวัสดุซึ่งมีวรรณะต่างๆกันทำให้เกิดวรรณะหม่นๆ ของผงวิเศษและ เกษรดอกไม้ต่างๆ ซึ่งมีวรรณะหม่นๆ ย่อมตัดกับเนื้อนวลๆ ของกล้วยผสมด้วยเนื้อปูน และวรรณะขาวนวลของแป้งโรยพิมพ์ ดังนี้เป็นต้น

๖ การแตกรายงา เกิดจากการที่เนื้อถูกลงรักน้ำเกลี้ยงตอนทำเสร็จใหม่ๆและเนื้อพระยังไม่แห้งสนิทดี เมื่อรักล่อนออกก็จะแตกรายงาอย่างละเอียด ของเนื้อด้านหน้า และด้านหลังจะไม่แตกลายงา ล่องรอยการแตกรายงาจะต้องมีสีของรักติดฝังอยู่ในรอยลายงานั้นเสมอ เนื้อที่แตกรายงานั้นส่วนมากจะเป็นเนื้อแกร่งแต่ถ้าเป็นพระประเภคเนื้อหนึกนุ่ม ก็จะไม่แตกรายงา หรือจะมีก็แค่เพียงรอยตื้นๆ ในบริเวรส่วนน้อยเท่านั้นแต่ถ้าเป็นเนื้อที่แห้งสนิทดีแล้วก็จะไม่แตกรายงาเช่นเดียวกันการแตกรายสังคะโลก เป็นการแตกลายที่ละเอียดและตื้นกว่าลายงาและส่วนมากจะแตกทางด้านหน้า ด้านหลังมีบ้างเหมือนกันเป็นส่วนน้อยและเป็นลายตื้นๆ การแตกลายงาชนิดนี้มิได้เกิดจากการทารักแต่เป็นการเกิดปฎิกิริยาของปูนเมื่อแข็งตัวความแห้งตัว และความแข็งตัวของเนื้อพระไม่เท่ากันจึงแตกรานขึ้นมาและจะเกิดกับเนื้อประเภทแกร่งเท่านั้น

๗ คาบแป้งโรย คือคาบผิวนวลๆ ที่เกิดจากพระที่ไม่ค่อยได้ใช้หรือเกิดจากการเอาพระสรงน้ำแล้วผึ่งให้ผิวแห้งเกิดได้ทั้งเนื้อแกร่งและเนื้อนุ่ม

๘ ทรายเงินทรายทอง เป็นอนุภาคอันละเอียดผสมผสารอยู่ในเนื้อพระเป็นส่วนน้อยแต่สำหรับบางองค์ ก็จะบังเกิดอยู่ตามผิวถ้าใช้แว่นขยายส่องดูอย่างละเอียดโดยเฉพาะจะมีมากสำหรับเนื้อแกร่ง หรือเนื้อหนึกแกร่ง

๙ พุทธคุณ จากกิตติศัพท์อันโด่งดังไปทั่วสารทิศทรงไว้ซึ่งความศักดิ์สิทธ์ของพระสมเด็จดังที่ได้กล่าวมาแล้วนั้นเป็นที่นิยมของมหาชนมาช้านาน ถึงกับมีการปลอมแปลง และเรียนแบบกันอย่างมากมายเลยทีเดียว ไม่น่าเชื่อก็ต้องเชื่อว่าทำไม สมเด็จพุฒาจารย์โตฯ ได้สร้างพระขึ้นด้วยเศษอิฐเศษปูนจากเปลือกหอยแท้ๆ แต่ผู้คนก็ยังนิยมกันนัก ชึ่งมีค่ามหาศาลเช่นนี้ และเมื่อเร็วๆนี้ก็ยังมีประมูลกันไปเป็นสิบล้านบาทเลยทีเดียว ถ้าใครได้มีพระสมแท้ๆไว้สักองค์ก็ขอให้นึกว่าตัวของเราเองมีอำนาจลึกลับคอยพิทักษ์รักษาอันตรายให้เราทุกโอกาส และชีวิตจะไม่มีการตกอับเป็นอันขาด ทั้งนี้ก็ขอให้เราปฏิบัติดีปฏิบัติชอบในทางสุจริตไม่ผิดกฎหมายเท่านี้ก็พอ การอาราธนาพระสมเด็จฯแลวิธีใช้พระสมเด็จ ก่อนอื่นให้เอาพระสมเด็จฯ ขึ้นพนมไว้บนฝ่ามือตั้งใจให้แน่วแน่อย่าให้วอกแวกแล้วระลึกถึงสมเด็จฯ ว่า

"นะโมตัสสะภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ" (ว่า 3 หน)
แล้วสวดพระคาถาดังต่อไปนี้

โอมศรี ศรี พรหมรังสีนามเต มหาเถรานุสโต นะเมตตัง สุขัง อันตรายังวินาสสันติ ภวันตุเม ฯ
และต่อจากนั้นให้สวดพระคาถาอันวิเศษสุดยอดของท่านเจ้าพระคุณสมเด็จฯ กำกับลงไปอีกเพื่อเพิ่มความศักดสิทธิ์มากยิ่งขึ้นไปอีกดังต่อไปนี้
ชินปัญชรคาถา

ชะยาสะนากะตา พุทธา       เชตวา มารัง สะวาหะนัง
จะตุสัจจาสะภัง ระสัง          เย ปิวิงสุ นะราสะภา.

ตัณหังกะราทะโย พุทธา      อัฏฐะวีสะติ นายะกา
สัพเพ ปะติฏฐิตา มัยหัง       มัตถะเกเต มุนิสสะรา.

สีเส ปะติฏฐิโต มัยหัง         พุทโธ ธัมโม ทะวิโลจะเน
สังโฆ ปะติฏฐิโต มัยหัง       อุเร สัพพะคุณากะโร.

หะทะเย เม อะนุรุทโธ         สารีปุตโต จะทักขิเณ
โกณฑัญโญ ปิฏฐิภาคัสมิง    โมคคัลลาโน จะ วามะเก.
ทักขิเณ สะวะเน มัยหัง       อาสุง อานันทะ ราหุโล
กัสสะโป จะ มะหานาโม      อุภาสุง วามะโสตะเก.

เกสันเต ปิฏฐิภาคัสมิง        สุริโย วะ ปะภังกะโร
นิสินโน สิริสัมปันโน          โสภิโต มุนิปุงคะโว.

กุมาระกัสสโป เถโร             มะเหสี จิตตะ วาทะโก
โส มัยหัง วะทะเน นิจจัง      ปะติฏฐาสิคุณากะโร.

ปุณโณ อังคุลิมาโร จะ         อุปาลี นันทะ สีวะลี
เถรา ปัญจะ อิเม ชาตา         นะลาเต ติละกา มะมะ.

เสสาสีติ มะหาเถรา             วิชิตา ชินะสาวะกา
เอเตสีติ มะหาเถรา             ชิตะวันโต ชิโนระสา.

ชะลันตา สีละเตเชนะ           อังคะมังเคสุ สัณฐิตา
ระตะนัง ปุระโต อาสิ            ทักขิเณ เมตตะ สุตตะกัง.

ธะชัคคัง ปัจฉะโต อาสิ         วาเม อังคุลิมาละกัง
ขันธะโมระปะริตตัญจะ          อาฏานาฏิยะ สุตตะกัง.

อากาเส ฉะทะนัง อาสิ           เสสา ปาการะสัณฐิตา
ชินา นานาวะระสังยุตตา         สัตตัปปาการะ ลังกะตา.

วาตะปิตตาทะสัญชาตา         พาหิรัช ฌัตตุปัททะวา
อะเสสา วินะยัง ยันตุ            อะนันตะชินะ เตชะสา.

วะสะโต เม สะกิจเจนะ          สะทา สัมพุทธะปัญชะเร
ชินะปัญชะระมัชฌัมหิ           วิหะรันตัง มะฮี ตะเล.

สะทา ปาเลนตุ มัง สัพเพ      เต มะหาปุริสาสะภา
อิจเจวะมันโต                     สุคุตโต สุรักโข.

ชินานุภาเวนะ           ชิตุปัททะโว
ธัมมานุภาเวนะ          ชิตาริสังโฆ
สังฆานุภาเวนะ          ชิตันตะราโย
สัทธัมมานุภาวะปาลิโต   จะรามิ ชินะ ปัญชะเรติ.

วันอังคารที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2555

ความรู้เกี่ยวกับพระเครื่อง


การสะสมพระเครื่อง แนวทางในการศึกษาพระเครื่อง
  • ต้องถามตัวเองก่อนว่าชอบพระเครื่องอะไร เพราะว่าพระเครื่องมีอยู่หลายแบบทั้งเนื้อผง , เนื้อดิน , เหรียญ , กริ่ง , รูปหล่อ ฯลฯ รวมทั้งพระกรุ พระเก่า พระเกจิอาจารย์ต่าง ๆ เลือกเก็บสิ่งที่ชอบจะทำให้มีความสุขในการสะสม
  • เลือกเก็บพระที่ดูง่ายเป็นหลัก พระเครื่อง อะไรก็ได้ที่ชอบไม่ว่าจะเก่าหรือใหม่ แต่จะต้องเป็นพระแท้ดูง่ายเท่านั้น
  • อย่าโลภ เพราะว่าพระแท้ไม่มีถูก อย่าซื้อพระเครื่องที่ราคาใคร ๆ ก็อยากได้ของดีและถูก ซึ่งในความเป็นจริงอาจจะมีแต่น้อยมาก
  • ถ้ามีกำลังพยายามเก็บพระสวย แต่ถ้าหาไม่ได้พยายามหาพระเครื่อง ที่สภาพเดิมที่สุดเท่าที่จะทำได้
  • การตรวจเช็คพระต้องเช็คกับคนเป็น อย่าหูเบา การเสนอขายในสนามพระเครื่อง เป็นแนวทางการเช็ค พระเครื่องที่ดีที่สุด
  • วงการพระเครื่องทุกวันนี้มีมาตรฐานมากขึ้น ทำให้การสะสมง่ายขึ้น ศึกษาคนขายก่อนที่จะทำการเช่าบูชา ให้มีการรับประกันความแท้อย่างชัดเจน พึงระลึกว่าเงินของเราแท้พระเครื่อง ที่ได้ก็ต้องแท้ด้วย
  • พระเครื่อง เป็นวัตถุมงคลที่ไว้ยึดเหนี่ยวจิตใจของชาวพุทธ การได้ พระเครื่องมาสะสมถือเป็นเรื่องมงคล ถ้าเช่าพระเครื่องแล้วมีปัญหาที่ทำให้ไม่สบายใจ ไม่ว่าจะเรื่องใด ๆ อาทิ เรื่องเงิน , ทะเลาะกับครอบครัว , ไม่สบายใจ ฯลฯ อย่าเช่าโดยเด็ดขาด พึงระลึกเสมอว่าเรากำลังนำสิ่งที่ดีเป็นมงคลเข้าสู่บ้าน
  • เคยมีคนถามผมว่าเก็บพระอะไรดี ราคาจะแพงขึ้นในอนาคต ผมจะตอบทุกท่านว่า ผมเชื่อว่าพระเครื่อง ทุกชนิดราคาจะขึ้น แต่จะมากหรือน้อยก็แล้วแต่ชนิดของพระ เก็บของที่ชอบและสวย ราคาขึ้นแน่ครับ
  • พระเครื่องถือเป็นทรัพย์สินที่มีสภาพคล่องค่อนข้างสูง การสะสมถือเป็นการลงทุนชนิดนึงครับ

 พระเครื่องคืออะไร? เช่่าพระเครื่อง-บูชาพระเครื่อง เป็นเรื่องงมงายหรือไม่?
พระเครื่อง หรือ “พระพิมพ์ “ นั้นจริงๆ แล้วเกิด ขึ้นมา ประมาณ 1000 กว่าปี ร่วม 2000 ปีแล้ว พระเครื่ององค์แรกๆ นั้น จะเป็น “พระกริ่ง” หรือ พระไภสัชยคุรุ หรือ พระพุทธเจ้าหมอ นั้นเองแต่ในประเทศไทยนั้นเริ่มนิยม พระเครื่องกัน ในสมัยรัชกาลที่ 5 โดยมีการนำพระเครื่องมาแขวนคอ หรือห้อยคอ พกติดตัวกันแล้ว ในปัจจุบัน คนไทย นิยมพระเครื่องกันมาก และสร้างพระเครื่องกันมากเช่นกัน สำหรับผม มองว่าพระเครื่อง ไม่ใช่เรื่องงมงาย ไร้สาระ เช่าพระเครื่อง- บูชาพระเครื่อง เพราะอะไรนั้น จะได้กล่าวดังต่อไปนี้
เราสร้างและมี(สะสม)พระเครื่อง เพื่อประโยชน์ เพื่อความสุข ดังต่อไปนี้
1. สร้างพระเครื่องเพื่อเป็นที่ ระลึก ในกับผู้บริจากทรัพย์ หรือ สมทบทุนฯ ในโอกาสต่าง เช่น สร้างโบถส์ สร้างวิหาร สร้างสิ่งก่อสร้างที่เป็น สาธารณูปโภค ต่างๆ ช่วยเหลือผู้ประสพภัยต่างเป็นต้น ทั้งนี้และทั้งนั้น เพื่อให้ผู้บริจาคฯ ได้สามารถจับต้อง และระลึก ถึง ผลบุญ ที่ทำในครั้งนั้นได้
2. สร้างพระเครื่องเพื่อให้เป็นขวัญ และกำลังใจ ในการทำงาน ในการประกอบอาชีพที่สุจริต เช่น ตำรวจ ทหาร อาชีพที่ต้องเสี่ยงภัยต่างๆ ไม่เว้น แม้การเสี่ยงขาดทุน จากการลงทุนในธุรกิจต่างๆ
**** จาก ทั้ง 2 ข้อ จะเห็นว่า พระเครื่องมีไว้ ยึดเหนี่ยวจิตใจ จริงๆ
3. สร้างพระเครื่อง ไว้เพื่อสืบทอด พระพุทธศาสนา การสร้างพระเครื่องในลัษณะนี้ มีมานานมากร่วม 1000 ปี ก่อนหน้านี้แล้ว โดยการสร้างพระเครื่องจำนวนหนึ่ง(ส่วนใหญ่เป็น เลขมงคล) เช่น 84000 องค์ แล้วนำพระเครื่องหรือ พระพิมพ์ นั้นไปบรรจุไว้ ในเจดีย์ หรือ ใต้ฐานพระพุทธรูปบูชาองค์ใหญ่ หรือ ใต้หลังคาอุโบสถ แล้วปล่อยไวอย่างนั้น เมื่อระยะเวลาผ่านไป นานๆ หลายสิบปี หรือ หลายร้อยปี แล้วเกิดเหตุ ให้เจดีย์แตก (กุแตก) หรือ มีการเคลื่อนย้ายพระพุทธรูปบูชาองค์ใหญ่ หรือ โบสถ์เก่าชำรุดสุดโทรมเสียหาย เมื่อมีผู้คนมาพบเจอ พระเครื่อง ที่เก็บไว้นั้น อย่างน้อยๆ ก็ต้องนำไปศึกษา หาที่มาที่ไป และเห็น คุณค่า ว่าเป็นของเก่า ของโบราณ ทำให้ผู้นั้นต้องรู้พระศาสนาต่อไปอีก
จากผล ของทั้ง 3 ข้อ นั้นทำให้ปัจจุบัน มีการ เสาะแสวงหาพระเครื่องเก่า และพระเครื่องที่มีเจตนาการสร้างที่ดี มาครอบครองกัน ทำไม!!! ต้องหามาครอบครองกันด้วย ทั้งๆ ที่พระเครื่องบางองค์ แพงมาก ราคาเช่าหาบูชาระดับ 10 ล้านบาท ในความคิดของผมสาเหตุที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะว่า
1. พระเกจิอาจารย์ ผู้สร้างพระเครื่องนั้นๆ ท่านเก่ง เป็นพระผู้ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ ท่านได้มรณภาพ(เสียชีวิต)ไป กว่า 100-600 ปี แล้ว และพระเครื่องคือส่วนหนึ่งเพื่อให้ ระลึกถึงท่าน
2. การสร้างโบสถ์ สร้างวิหาร สร้างสิ่งก่อสร้างที่เป็น สาธารณูปโภค ต่างๆ รวมทั้งช่วยเหลือผู้ประสพภัยต่างๆ นั้น ใช่ว่าจะทำหรือเกิดขึ้นกันได้ บ่อยๆ ครับ โบสถ์ วิหาร และสร้างสิ่งก่อสร้างต่างๆ ในแต่ละวัดแต่ละที่ ใช่ว่าจะพังทรุดโทรมกัน ง่ายๆ อย่างน้อยๆ ก็กินเวลา 80-200 ปี กันเลยที่เดียว
3. ถ้ารักชอบ พระเกจิอาจารย์ ท่านใด ก็เก็บของที่ท่านสร้างไว้เป็นที่ระลึก เมื่อท่านมรณะภาพ ไปแล้ว ของที่ระลึกนั้นๆ ก็เป็นตัวแทนท่าน (จะไม่ยอมให้ซื้อ-ขาย หรือเช่าบูชา กันในราคาถูกๆ เป็นแน่ ) หากหายหรือไม่มีแล้ว ก็เหมือนลืมท่าน (เป็นลูกศิษย์ ซะเปล่า! สมบัติชิ้นเล็กๆ ที่พระอาจารย์ให้ไว้ยังรักษาไม่ได้ ว่างั้น!!!!)
สรุปก็คือ พระเครื่องมีไว้เพื่อความ ความสบายใจ เพื่อระลึกถึงสิ่งดีๆ ของตนที่ได้กระทำไว้ นั้นเอง ไม่เห็นว่าการ เช่าพระเครื่อง หรือ บูชาพระเครื่อง จะเป็นเรื่องงมงาย หรือ ไร้สาระเลย
กรรมวิธีและวัตถุดิบในการสร้างพระ
กรรมวิธีการสร้างพระ สามารถจำแนกตามลักษณะของวัตถุดิบในการจัดสร้างเป็น 2 ประเภท คือ ประเภทพระเครื่อง และ ประเภทเครื่องราง
ประเภทพระเครื่อง ได้แบ่งการสร้างพระเครื่องออกเป็น
1. การสร้างพระเนื้อดิน
2. การสร้างพระเนื้อชิน
3. การสร้างพระเนื้อผง
4. การสร้างพระเนื้อโลหะ ประเภทพระหล่อ พระปั้ม พระฉีด
5. การสร้างพระเนื้อว่าน
6. การสร้างพระจากวัสดุอื่นๆ
1. การสร้างพระเนื้อดิน
พระเนื้อดิน นับเป็นพระที่มีอายุการสร้างเก่าแก่ที่สุด โดยการนำดินอันเป็นวัสดุหาง่าย คงทน มาสร้างสรรค์ปฏิมากรรมได้สะดวก นอกจากนี้มนุษย์ยังมีความเชื่อ นับถือ ยกย่อง ดินประดุจเทพเจ้าที่ทรงคุณเอนกอนันต์ ในนามของ “แม่พระธรณี” ซึ่งดินที่นำมาสร้างพระล้วนเป็นดินที่นำมาจาก ศาสนสถานสำคัญ ศักดิ์สิทธิ์ หรือสถานที่เป็นมงคล ในการนำดินมาสร้างพระทุกครั้ง ต้องมีการทำพิธีบวงสรวง ขอบารมีแม่พระธรณี เจ้าที่เจ้าทาง และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ผู้สถิตรักษาทุกครั้ง ต้องมีการทำพิธีบวงสรวง ขอบารมีอภินิหารให้มีต่อพระเครื่องและเครื่องรางที่สร้าง นอกเหนือจากส่วนผสมอื่นๆ ที่ได้ผ่านการพิจารณาอย่างถี่ถ้วนแล้วว่าดีและให้คุณ ที่จะส่งเสริมความเป็นมงคลแก่พระเครื่องและเครื่องรางที่จะสร้าง ความพิถีพิถันในการเสาะหาและเตรียมวัตถุดิบเป็นเรื่องสำคัญมากประการหนึ่งที่ผู้สร้างวัตถุมงคลต่างๆ ให้ความสำคัญและถือปฏิบัติอย่างเคร่งครัดมาช้านาน ด้วยเชื่อว่าพระเครื่องและเครื่องรางที่จะสร้างขึ้นนี้ต้องมีความดีนอกและดีใน ดีในหมายถึงวัตถุดิบที่นำมาสร้างต้องล้วนเป็นของดีมีมงคล ดีนอกหมายถึงต้องผ่านการปลุกเสกอย่างดี ผ่านพิธีกรรมที่ถูกต้องและเข้มขลัง โดยพระคณาจารย์ผู้เรืองเวทย์วิทยาคุณสูง รวมถึงผู้ทำพิธีอันจะก่อเกิดความเข้มขลังให้กับพระเครื่องและเครื่องรางที่ผ่านขั้นตอนที่สำคัญนี้แล้ว
ดังนั้น เป็นความเชื่อถือที่ยึดมั่นกันมาแต่ครั้งโบราณว่า “พระเครื่องและเครื่องรางของขลังที่ดีจริง ต้องดีนอก ดีใน คือ วัตถุที่นำมาสร้างต้องล้วนเป็นของงดี ผู้สร้างต้องดีพร้อม และผ่านพิธีกรรมที่ดี” จากจุดนี้เราจึงเข้าใจว่าเหตุใด พระเครื่องและเครื่องรางของขลังจึงมีความศักดิ์สิทธิ์ พระทุกประเภททุกเนื้อเครื่องรางทุกชนิด ล้วนเห็นข้อพึงปฏิบัติในการสร้างวัตถุมงคลนี้ โดยมีกฎเหล็กที่พึงต้องกระทำอย่างเคร่งครัด
เมื่อได้วัตถุดิบที่ต้องประสงค์แล้ว ก็จะนำวัตถุดิบต่างๆมาผสมคลุกเคล้ากัน โดยมีดินเป็นมวลสารหลัก ในการยึดประสานมวลสารต่างๆให้เข้าเป็นเนื้อเดียวกัน จากนั้น จึงนำส่วนผสมไปกดลงในแม่พิมพ์ที่แกะเค้าโครงรูปร่างของพระเครื่องที่ต้องการ เมื่อนำพระที่กดลงในแม่พิมพ์ออกจากพิมพ์แล้ว จึงนำพระมาเรียง แล้วผ่านกรรมวิธีทำให้แห้ง ซึ่งแบ่งเป็น 2 ประเภท คือ
1.1 พระที่ผ่านการเผา นับเป็นการสลายความชื้นและคงรูปวัตถุ ทำให้เกิดมวลสารของพระเครื่องเป็นแบบดินสุก หรือดินสีหม้อใหม่ เช่นเดียวกับการทำภาชนะเครื่องปั้นดินเผาต่างๆ หากแต่ในสมัยโบราณ การเผาพระไม่มีเครื่องมือในการตรวจวัดอุณหภูมิความร้อนให้คงที่และสม่ำเสมอ จึงทำให้พระที่ผ่านการเผาออกมา มีสีต่างๆกัน ตามระดับอุณหภูมิความร้อนสูงหรือต่ำที่ได้รับ
นอกจากนี้จากการค้นคว้าศึกษายังพบว่า พระเครื่องที่ผ่านการเผายังมี 2 ลักษณะคือ พระที่ผ่านการเผาเป็นเวลานานในอุณหภูมิความร้อนที่สูง กับพระที่ผ่านการเผาพอประมาณ ใช้เวลาในการเผาไหม้ไม่นานนัก หรืออาจจะเรียกว่า ผ่านการอบให้แห้ง โดยมวลสารคายความชื้นออก เพื่อความยึดติดเข้ารูป เป็นเหตุให้พระออกมามีหลายสี แต่คงไว้ซึ่งมวลสารส่วนผสมปรากฏเห็นชัดเจนกว่าพระที่ผ่านการเผาครบขบวนการทำเครื่องปั้นดินเผาที่มีผลให้มวลสารบางชนิดถูกเผาไหม้ไป ซึ่งตัวอย่างของพระที่ผ่านการเผาทั้ง 2 ลักษณะ มีดังนี้
พระที่ผ่านการเผาจนครบขั้นตอน ได้แก่ พระรอด พระนางพญา พระกรุทุ่งเศรษฐี พระหลวงพ่อปาน วัดบางนมโค เป็นต้น
พระที่ผ่านการอบให้แห้ง ได้แก่ พระผงสุพรรณ พระซุ้มกอดำ เป็นต้น
1.2 พระที่ผ่านการตากแดดให้แห้ง พระประเภทนี้เราเรียกว่า “พระดินดิบ” ซึ่งหมายถึง มวลสารถูกแยกน้ำออก ด้วยวิธีการตากแดดให้แห้ง ความแข็งแกร่งคงทนจะน้อยกว่าพระที่ผ่านการเผา ดินจะสามารถละลายตัวหากนำมาแช่น้ำทิ้งไว้ พระเนื้อดินดิบ ได้แก่ พระเครื่องศิลปะศรีวิชัยที่พบทางใต้ เช่น พระเม็ดกระดุม เป็นต้น
นอกจากนี้ยังพบว่าในพระเนื้อดินมวลสารหรือเนื้อของดินได้สามารถแบ่งออกเป็น 2 ลักษณะ คือ
ก. ประเภทเนื้อละเอียด หมายถึง ก่อนที่จะนำดินมาผสมกับมวลสารอื่นๆ ดินที่นำมาสร้างพระนั้นได้ผ่านการร่อนกรองจนละเอียดแล้ว พระที่สร้างออกมาจึงมีความนวลเนียนของพื้นผิว เช่น พระกำแพงกลีบบัว พระกำแพงซุ้มยอ พระกำแพงทุ่งเศรษฐี เป็นต้น
ข. ประเภทเนื้อหยาบ หมายถึง ดินที่นำมาสร้างพระ ได้ผ่านการร่อนกรองมาแล้วแต่ไม่มากจนได้เนื้อดินละเอียด ยังคงปรากฏมีเม็ดแร่ กรวด ทราย ปะปนอยู่ด้วย มองเห็นชัดเจน เช่น พระชุดขุนแผนบ้านกร่าง เป็นต้น
2. การสร้างพระเนื้อชิน
พระเนื้อชินถือเป็นพระเนื้อโลหะประเภทหนึ่งที่เกิดจากการผสมผสานของแร่หลัก 2 ชนิด คือ ดีบุก กับตะกั่ว เกิดเป็นโลหะเจือชนิดใหม่ที่เรียกว่า “เนื้อชิน” หากเรามองลึกลงไปถึงคุณสมบัติของธาตุหลักทั้ง 2 ชนิด คือ
ดีบุก เป็นแร่ธาตุที่พบมากที่สุดประเภทหนึ่งในประเทศไทย สามารถแยกหาดีบุกออกจากสิ่งปะปนได้อย่างง่ายๆด้วยวิธีแรงโน้มถ่วง โดยการร่อนแร่ ซึ่งกระทำได้ไม่ยุ่งยาก หากต้องการ ดีบุกที่บริสุทธิ์มากขึ้น ก็สามารถนำไปย่างเพื่อขจัดซัลไฟด์ หรือธาตุที่แผงอยู่ในดีบุก
ดีบุก เป็นธาตุที่มีจุดหลอมเหลวต่ำ ที่อุณหภูมิ 231.9 องศา แปรรูปง่าย เกิดโลหะเจือกับโลหะได้หลายชนิด ทำให้คุณสมบัติของโลหะใหม่มีอานุภาพป้องกันการผุกร่อนได้ นอกจากนี้ยังนำไฟฟ้าต่ำ
ตะกั่ว เป็นแร่ธาตุที่มนุษย์รู้จักนำมาใช้ประโยชน์ตั่งแต่สมัยโบราณ มีหลักฐานยืนยันว่ามนุษย์รู้จักนำตะกั่วมาใช้ทำประโยชน์ตั้งแต่ 4000 ปีก่อนคริสตกาล รวมวิธีการถลุง ตะกั่วไม่ยุ่งยาก เพียงผ่านขบวนการเผา
ตะกั่ว เป็นธาตุที่มีจุดหลอมเหลวต่ำ ที่อุณหภูมิ 327 องศา มีน้ำหนัก นับเป็นโลหะอ่อนมีแรงตึง หรือ แรงรองรับต่ำ โลหะตะกั่วจึงไม่เหมาะกับการใช้งานที่ต้องรับน้ำหนักมากๆ แต่ความอ่อนตัวของตะกั่วมีประโยชน์ที่ทำให้โลหะผสมสามารถแปรรูปได้ง่ายขึ้น ไม่ว่าจะทำให้เป็นแผ่นบางๆ หรือนำโลหะผสมให้สามารถแทรกซอนไปตามความลึกของแม่พิมพ์ ก่อให้เกิดลวดลายงดงามตามจินตนาการของช่างได้ นอกจากนี้ ยังนำไฟฟ้าต่ำ
จากคุณสมบัติของธาตุทั้งสองชนิดดังกล่าว เราจะพบว่ามีความสอดคล้องเหมาะสมในการนำมาหลอมรวมกันเป็นโลหะใหม่ ที่มีจุดหลอมเหลวต่ำทั้งคู่ สามารถกลมกลืนเป็นเนื้อเดียวกันได้ มีความอ่อนนิ่มที่สามารถจับรายละเอียดแม้เพียงบางเบาเล็กน้อยของแม่พิมพ์ได้ แม้รูปทรงจะมีความบางเรียบแบน ก็สามารถขึ้นรูปได้ ทั้งทนทานต่อความผุกร่อน และมีความนำไฟฟ้าต่ำ ทำให้ปลอดภัยเมื่อนำพกติดตัว
เนื้อชิน จึงนับเป็นโลหะที่มีคุณสมบัติพิเศษ ลงตัว เหมาะสมที่จะนำมาสร้างพระเครื่องได้เป็นอย่างดี ซึ่งถือเป็นภูมิปัญญาของบรรพชนไทยอันชาญฉลาดและลึกล้ำในการสร้างพระเนื้อชิน เพื่อสืบทอดพระศาสนาและศิลปวัฒนธรรมอันดีงามยิ่งใหญ่ ในรูปแบบของพระเครื่องตกทอดสู่อนุชนรุ่นหลัง พระเนื้อชินมี 3 ประเภทคือ
2.1 พระเนื้อชินเงิน คือพระที่มีส่วนผสมของดีบุกมาก พระที่พบจะมีสีเงินยวงจับองค์พระอย่างงดงาม พระเนื้อชินเงินนี้จะปรากฏลักษณะตามธรรมชาติในรูปของเกล็ดกระดี่ และสนิมตีนกา ตามองค์พระ เช่น พระหูยาน ลพบุรี พระนาคปรก วัดปืน เป็นต้น
2.2 พระเนื้อชินสนิมแดง คือพระที่มีส่วนผสมของตะกั่วมาก พระที่พบจะมีลักษณะคล้ายพระชินเงิน แต่มีไขสนิมแซม ตามซอกพระ เช่น พระมเหศวร พระสุพรรณหลังผาน พระลีลากำแพงขาว เป็นต้น
2.3 พระเนื้อตะกั่วสนิมแดง ถือเป้นพระเครื่องประเภทเนื้อชิน ที่มีส่วนผสมของตะกั่วมากที่สุดถึง 90% พระที่พบจึงมีสีแดงของสนิมตะกั่วจับอยู่ในเนื้อพระเป็นสีแดง ที่เรียกว่า “แดงลูกหว้า” ตัวอย่างเช่น พระร่วงหลังลายผ้า-พระร่วงหลังรางปืน พระท่ากระดาน และพระร่วงพิมพ์ต่างๆ เป็นต้น
กรรมวิธีการสร้างพระเนื้อชิน ถือเป็นการหลอมเหลวรวมแร่ธาตุสำคัญดังที่กล่าวข้างต้น ข้อสำคัญคือมีการแกะแม่พิมพ์ให้งดงาม อลังการ ตามจินตนาการของช่าง พระที่พบส่วนมากจะเป็นศิลปะสกุลช่างหลวง เพราะแม้ว่า พระเนื้อชินจัดเป็นพระที่ไม่ยุ่งยากในการสร้าง หากในสมัยโบราณกรรมวิธีนี้ถือเป็นเรื่องที่ต้องเตรียมการและอาศัยแรงคนจัดทำมิใช่น้อย ดังนั้นผู้ที่สามารถสร้างพระเนื้อชินได้ จะต้องดำรงตำแหน่งอยู่ในชั้นเจ้านาย หรือระดับผู้นำ ที่สามารถสั่งบัญชาการได้ จึงถือว่าพระเนื้อชินเป็นพระเครื่องชั้นสูงมาแต่โบราณ ประการสำคัญ การพบพระเนื้อชินส่วนมากจะพบในกรุตามโบราณสถานสำคัญ ซึ่งถือเป็นเรื่องยากที่สามัญชนจะกระทำการได้
พระเนื้อชิน นับว่าเป็นพระเครื่องที่มีบทบาทสูง เป็นที่ครองใจผู้คนมานานนับแต่โบราณความยึดถือศรัทธาของประชาชนที่มีต่อพระเนื้อชินนั้นเป็นรากลึกในจิตใจ ทั้งยังปรากฏเห็นผลให้เล่าขานเลื่องลือตกทอดอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้พระเนื้อชิน ถือเป็น “อมตพระเครื่องยอดนิยมตลอดกาล”
3. การสร้างพระเนื้อผง
ถือเป็นขบวนการหนึ่งในศาสตร์ศิลปแขนงวิชาการปั้นปูน ซึ่งมวลสารในการปั้นมีส่วนผสมของปูนเป็นหลักใหญ่ประสานเนื้อด้วยยางไม้ กาวหนัง น้ำอ้อยหรือขี้ผึ้งชั้นดี และเป็นวิทยาการที่ศิลปินกรีก-โรมันกับอินเดียดึกดำบรรพ์ได้ใช้ปั้นพระพุทธรูปก่อนที่มีการนำกรรมวิธีนี้มาใช้ในการสร้างพระเครื่อง
พระเครื่องเนื้อผง ที่มีความเก่าแก่ที่สุดในประเทศคือ พระกรุวัดทัพข้าว จังหวัดสุโขทัย รองลงมาคือ พระสมเด็จอรหัง วัดมหาธาตุ สร้างโดย สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ 4 หรือที่รู้จักกันในนาม พระสังฆราชสุกไก่เถื่อน และพระสมเด็จอรหังนี้ถือเป็นต้นแบบในการสร้างพระเนื้อผง รูปทรงสี่เหลี่ยมชิ้นฟัก ซึ่งสร้างขึ้นครั้งแรกเมื่อประมาณปี พ.ศ.2360
สมเด็จพระสังฆราชสุก (ไก่เถื่อน) นี้ ท่านเป็นพระอาจารย์ที่สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) เคารพเป็นอย่างยิ่ง และถือเอาวัตรปฏิบัติ ตลอดจนวิธีการสร้างพระขององค์พระอาจารย์องค์นี้มาสร้างสมเด็จวัดระฆัง พระสมเด็จบางขุนพรหม และพระสมเด็จเกศไชโย อันนับเป็นพระเนื้อผงที่ได้รับความศรัทธานิยมสูงสุดมาโดยตลอด ดังนั้นขั้นตอนกรรมวิธีการสร้างพระเนื้อผงในลำดับต่อๆมา จึงได้ยึดเอาขั้นตอนกรรมวิธี การจัดเตรียม การสร้าง และการปลุกเสก ตามอย่างสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) เป็นปัจจัยหลักปฏิบัติ ซึ่งแบ่งเป็น 3 ขั้นตอนใหญ่ๆ คือ
1. การจัดเตรียมวัสดุ เป็นที่ทราบกันดีว่ามวลสารหลักในพระเนื้อผงก็คือ ผงปูนขาว ซึ่งโบราณจะใช้เปลือกหอยมาเผาไฟ แล้วบดให้ละเอียด เรียกว่า “ผงปูนเปลือกหอย” ซึ่งมีคุณสมบัติ เช่นเดียวกัน
เมื่อได้มวลสารหลัก ก็จัดเตรียมผงที่เป็นมงคลต่างๆ อาทิเช่น ว่านดอกไม้ แร่ทรายเงิน ทรายทอง วัสดุศักดิ์สิทธิ์ เป็นมงคลทั้งหลายที่เห็นสมควรนำมาเป็นส่วนผสมนำมาบดเป็นผง เป็นต้น
สิ่งที่ช่วยประสานเนื้อผง และทัพสัมภาระทั้งหลาย ให้เกาะติดเป็นเนื้อเดียวกันในสมัยโบราณจะใช้กล้วยน้ำ และน้ำมันตังอิ๊ว (กล้วยน้ำเป็นคำโบราณ = กล้วยน้ำว้า , น้ำมันตังอิ๊วเป็นยางไม้ชนิดหนึ่งผสมกับน้ำมัน ทำให้เกิดความเหนี่ยว)
2. การสร้าง จากสูตรการสร้างพระเนื้อผงของสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) พรหมรังสี (ผู้ที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้สร้าง “สูตรนิยม” หรือ “สูตรครู” ในการสร้างพระเนื้อผงต่อๆมา) และในมวลสารของพระเครื่องที่สมเด็จโตสร้าง ท่านให้ความสำคัญกับธาตุแท้แห่งคุณวิเศษ คือ ผงวิเศษ 5 ประการ อันประกอบด้วย ผงปถมัง อิธเจ มหาราช พุทธคุณ และตรีนิสิงเห ซึ่งไม่ได้หมายความว่าเป็นชื่อของผงแต่ละชนิดแล้วนำมารวมผสมคลุกเคล้ากัน หากแต่เป็นผงชุดเดียวกันที่ผ่านกรรมวิธีซับซ้อนถึง 5 ขั้นตอนในการสร้าง โดยเริ่มต้นที่การสร้างผงปถมังก่อน แล้วเอาผงปถมังนั้นมาทำเป็นผงอิธะเจ แล้วสร้างต่อเนื่องจากผงเดิมจนครบกระบวนการทั้ง 5 อันนับเป็นภูมิปัญญาและสมบัติล้ำค่าต่อมวลมนุษยชาติสืบมา ได้รับรู้ ศึกษากรรมวิธี และนำเป็นต้นแบบที่ดีในการสร้างวัตถุมงคลเนื้อผง
ขั้นตอนการทำผงวิเศษทั้ง 5 กระบวนการ ของท่านเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) พรหมรังสี ประกอบด้วยขั้นตอนดังนี้
1) การสักการะบูรพาจารย์ นับเป็นประเพณีในการศึกษาทธาคมมาแต่ครั้งโบราณ ที่ผู้ศึกษาจะต้องทำพิธีสักการบูรพาจารย์ก่อนกระทำการใดๆ เพื่อความเป็นสิริมงคล และรับการประสิทธิ์ประสาทวิทยาคม โดยผู้ทำพิธีต้องทำตนให้สะอาด เป็นฆราวาสให้นุ่งขาวห่มขาว ทำจิตใจให้ผ่องใส และรับสมาทานเบญจศีลเสียก่อน เป็นพระภิกษุให้ทำสมาธิจนจิตนิ่งสงบ ผ่องใส แล้วตั้งเครื่องสักการะ
บูชาครูอาจารย์ อันประกอบไปด้วย
ดอกไม้ 9 สี ธูป 9 ดอก เทียน 9 เล่ม บายศรีปากชาม ขนมต้มแดง ขนมต้มขาว มะพร้าวอ่อน กล้วยน้ำไทย (กล้วยน้ำว้า) ผลไม้ 9 สิ่ง หัวหมู เป็ด ไก่ ปลาช่อนนิ่งทั้งตัวไม่ขอดเกล็ด ถั่วคั่ว งาคั่ว ข้าวตอก นม เนย ขันล้างหน้า ผ้าขาว ผ้าแดง เงินค่าบำรุงครู 6 บาท
จากนั้นให้บูชาพระรัตนตรัย แล้วร่ายโองการ (บทสวดบูชาคุณพระรัตนตรัย ต่อด้วยบทอัญเชิญทวยเทพ บทอัญเชิญครู โองการสรรเสริญครู โองการชุมนุมครู) เมื่อเสร็จพิธีคำนับครู ก็เริ่มเข้าสู่การเรียกสูตรต่างๆ
2.) การเรียกสูตร คือ การฝึกหัดเขียน อักขระ เลข ยันต์ นานาประเภท อันประกอบด้วย การบริกรรมสูตรพระคาถาต่างๆ ตามจังหวะของการเขียนอักระเลขยันต์นั้นๆด้วย “ดินสอผงวิเศษ”
“ดินสอผงวิเศษ” สร้างจากส่วนผสมของเครื่องเคราต่างๆอันประกอบด้วย
-ดินโป่ง 7 โป่ง (ดินที่มีเกลือสินเธาว์ผุดเกรอะกรัง มีพบอยู่ตามป่าทั่วไป ในที่นี้ให้นำดินโป่ง 7 แห่ง)
-ดินตีนท่า 7 ตีนท่า (ดินจากท่าน้ำ 7 แห่ง)
-ดินหลักเมือง 7 หลักเมือง (ดินจากหลักเมือง 7 เมือง)
-ขี้เถ้าไส้เทียนบูชาพระประธานในพระอุโบสถ
-ดอกกาหลง
-ยอดสวาท
-ยอดรักซ้อน
-ขี้ไคลเสมา (คราบไคลดินบนแผ่นเสมาที่แสดงขอบเขตของโบสถ์)
-ขี้ไคลประตูวัง
-ขี้ไคลเสาตะลุงช้างเผือก (คราบไคลดินจากเสาหลักคู่ สำหรับล่ามช้างเผือก)
-ราชพฤกษ์ (ไม้ต้นราชพฤกษ์ตากแห้งป่นเป็นผง)
-ชัยพฤกษ์
-พลูร่วมใจ (ต้นพลูที่ใช้กินกับหมาก ขึ้นเป็นดง เป็นกอ บางครั้งจึงเรียกว่า “พลูร่วมใจ” เพราะจะขึ้นพร้อมๆกัน ไม่ใช้ที่ขึ้นแยกต้น แยกกอ)
-พลูสองหาง (ในบรรดาใบพลู จะมีบางต้นที่น้อยมาก ปรากฏปลายใบแยกเป็น 2 แฉก)
-กระแจะตะนาว (ชื่อต้นไม้ขนาดเล็ก ขึ้นในป่าเบญจพรรณ ต้นและกิ่งมีหนาม เปลือกขรุขระสีเทา ดอกเล็กสีขาวเป็นช่อสั้นมีกลิ่นหอมอ่อนๆ ท่อนไม้ใช้ฝนกับน้ำเป็นเครื่องประทินผิว)
น้ำมันเจ็ดรส (น้ำมันที่ได้จากของ 7 ประเภท จะเป็นพืชหรือสัตว์ก็ได้ ยิ่งหายากยิ่งดี
-ดินสอพอง
เอาส่วนผสมทั้งหมดมา ผสมกันแล้วบดให้ละเอียด เจือน้ำ ปั้นเป็นแท่งดินสอ
3. การปลุกเสก เมื่อได้ดินสอผงวิเศษ ซึ่งต้องเตรียมการไว้แล้ว ก็จะเข้าสู่การทำกรรมวิธีสร้างผงวิเศษ ที่จะต้องกระทำในพระอุโบสถ โดยเตรียมเครื่องสักการะ เช่นเดียวกับการคำนับครู โดยตั้งของต่างๆไว้เบื้องหน้าพระประธาน จุดธูปเทียนบูชาพระ ยกถาดบรรจุสิ่งของเหล่านั้นขึ้น แล้วกล่าวคาถาอัญเชิญครู ประกาศอัญเชิญเทพยดา ทำประสะน้ำมนต์(ชำระล้างตัวให้สะอาดแล้วเอาน้ำมนต์ราดชำระให้ทั่วร่างกาย) พรหมตัว เรียกอักขระเข้าตัว(การเรียก หรือสวดมหาพุทธมนต์ต่างๆให้มาสถิต ประสิทธิ์กับตัวเอง)และอัญเชิญครูเข้าตัว
วิวัฒนาการของการจำแนกพิมพ์
ยุคที่ 1 ยุคโบราณจากบันทึกของศาสตราจารย์ ยอร์ช เซเดย์
กล่าวไว้ว่า “พระพิมพ์ที่พบในพระราชอาณาจักรสยาม อาจแบ่งออกได้เป็นหลายหมวดด้วยกัน ตามที่สืบสวนได้จากพระราชพงศาวดารสยามดังนี้”
หมวดที่ 1 แบบพระปฐม
ราวๆ พ.ศ. 950-1250
หมวดที่ 2 แบบถ้ำแหลมมลายู
ราวๆ พ.ศ. 1450-1550
หมวดที่ 3 แบบขอม
จะสมัยเดียวกันกับถ้ำมลายูหรือใหม่กว่าสักเล็กน้อย
หมวดที่ 4 แบบสุโขทัย
ราวๆ พ.ศ. 1750-1950 โดยมากเป็นพระพุทธรูปเดินหรือที่เรียกกันว่า พระลีลา
หมวดที่ 5 แบบอยุธยา
หลัง 1950 เป็นแบบที่ทำขึ้นใหม่ ตามธรรมดามักเป็นรูปพระพุทธเจ้ามีท่าตามปางต่างๆ อยู่ภายในซุ้มเล็กๆชนิดหนึ่งเรียกกันว่า “เรือนแก้ว”
หมวดที่ 6 พระเครื่องต่างๆ ซึ่งแบ่งเป็น 6 แบบ
พระพิมพ์แบบพระปฐม แบ่งได้เป็น 2 ชนิด พิจารณาตามสมัยทั้ง 2 ชนิดนี้เก่ามากเป็นฝีมือช่างชาวอินเดียวในรัชสมัยพระเจ้าคุปตะ (ราว พ.ศ. 900-1200) ซึ่งพบมากในถ้ำ

พระพิมพ์แบบถ้ำแหลมมลายู เป็นพระพิมพ์ต่างๆที่พบได้เป็นจำนวนมากตามถ้ำทั้งหลายในแหลมมลายู พระพิมพ์เหล่านี้เป็นดินดิบหรือดินเหนียวสุก
พระพิมพ์ของแหลมมลายูบางชนิดลักษณะเหมือนกับรูปสลักที่สร้างขึ้นในเมืองระหว่างอินเดียกับชวา เพราะอาณาจักรศรีวิชัยซึ่งมีราชธานีอยู่ที่เมืองปาเลบังในเกาะสุมาตรานั้น เมื่อ พ.ศ.1150-1750 ได้แผ่อาณาเขตไปถึงฝั่งบนแหลมมลายูและทางทิศเหนือจนถึงเมืองไชยา รูปพระโพธิสัตว์อันสวยงามซึ่ง พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ได้พบที่เมืองไชยานั้นเป็นฝีมือช่างอันวิจิตรของอาณาจักรศรีวิชัย และพระพิมพ์แบบที่ 2 นี้ จัดว่าเป็นฝีมืออย่างดีที่สุดของอาณาจักรนั้นเป็นส่วนมากเหมือนกัน
พระพิมพ์แบบขอม เครื่องแต่งกายและรูปพรรณมีลักษณะ คล้ายกับรูปสลักของขอมโบราณมักพบเห็นกันมากตัวอย่างเช่น พระพิมพ์ในสมัยลพบุรี ผู้ที่ได้เห็นรูปสลักโบราณ หรือจารึกของขอมแล้ว ย่อมจะทราบได้ดีทีเดียวว่า พระพิมพ์นี้มีรูปสลัก 3 องค์ประกอบกัน คือ พระพุทธเจ้าประทับนั่งบนนาค 1 องค์ เทวดาสี่หน้า 1 องค์ สตรี 1 องค์ พระเครื่องศิลปลพบุรีนี้จะพบได้ตามจารึกในพุทธศาสนาของขอมโบราณเป็นส่วนมาก
พระพิมพ์แบบสุโขทัย โดยมากเป็นพระปางลีลา ซึ่งไม่ใช่เฉพาะแต่พิมพ์เท่านั้น แม้พระพุทธรูปหล่อ และรูปแกะสลักอื่นๆ ก็เป็นพระสีลาเช่นกัน
ความนิยมของช่างไทยในการทำรูปของพระพุทธเจ้าปางลีลา หรือเดินนั้น เห็นจะไม่ใช่เหตุบังเอิญ คือในช่วงปี 1750-1850 อาณาจักรไทยเป็นชาติที่กำลังขยายอาณาเขตออกไปกว้างขวาง โดยได้ปราบปรามประเทศที่อยู่ในดินแดนระหว่างอินเดียกับจีนตอนกลางให้อยู่ในอำนาจเป็นประเทศราช ในสมัยสุโขทัยไทยได้ขับไล่พวกขอมออกไปจากลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา ทั้งได้นำพระพุทธศาสนาไปเผยแผ่ในประเทศเหล่านั้น เช่นเดียวกับไทยที่เชียงแสนและเชียงราย ก็ได้ขับไล่พวกมอญออกไปจากลุ่มแม่น้ำปิง อาณาจักรสุโขทัยรัชสมัยพระเจ้ารามคำแหงมหาราช และผู้สืบสันตติวงศ์ต่อจากพระองค์ได้สร้างพระพุทธรูปลีลาขึ้นเป็นจำนวนมากมายเกินที่จะนับ เช่นเดียวกับพระเจ้ามังรายมหาราชซึ่งมีชัยชนะพระเจ้ามอญที่เมืองลำพูนแล้ว และสร้างเมืองเชียงใหม่ขึ้น ก็ได้ทรงหล่อรูปพระลีลาขึ้นมากเช่นกัน
พระพิมพ์ต่อจากสมัยอยุธยาลงมานั้น คือพระพิมพ์ที่สร้างขึ้นภายหลัง พ.ศ.1950 พระพิมพ์รุ่นนี้ นับว่ามีคุณค่าไม่น้อยกว่าพระพิมพ์รุ่นก่อนๆ เนื่องจากเป็นของที่มีคุณค่าทางวิชาช่างเป็นอย่างมาก พุทธลักษณะเป็นพระทรงเครื่องอยู่ภายใต้ซุ้มเรือนแก้ว ซึ่งหมายถึงองค์พระพุทธเจ้าตามปางต่างๆ คือ นั่งบ้าง ยืนบ้าง เดินบ้าง นอนบ้าง โดยมากมักจะทำด้วยดิน ลงรักปิดทอง
พระพิมพ์ขนาดเล็ก ยังมีพระพิมพ์อีกชนิดหนึ่งที่มีขนาดเล็ก ซึ่งอยู่ในประเภทพระเครื่องสมัยของพระพิมพ์ชนิดนี้เป็นการยากที่จะกำหนดให้แน่นอนลงได้
ยุคที่ 2 ยุคเก่า เป็นช่วงเวลาต่อจากยุคโบราณที่เริ่มมีการแบ่งกลุ่มประเภทพระ จากประสบการณ์ในกรรมวิธีสร้างพระเครื่อง
ทำให้สามารถแยกพระเครื่องหรือพระพิมพ์ออกไปได้หลายลักษณะด้วยกัน ซึ่งสามารถสรุปการจำแนกเป็น 2 แนวทางด้วยกันคือ
1. การจำแนกตามประเภทวิธีช่าง ซึ่งสามารถพิจารณาได้ 3 ลักษณะ ดังนี้
1.1 แบ่งจากลักษณะการสร้าง จำแนกออกไปได้เป็น 3 ประเภท
พระพิมพ์แบบอัด
พระพิมพ์แบบหล่อ
พระพิมพ์แบบปั๊ม
1.2 แบ่งจากลักษณะความหนาของส่วนโค้งนูน
ปฏิมากรรมแบบแบนนูนสูง
ปฏิมากรรมแบบแบนกึ่งนูนสูง
ปฏิมากรรมแบบแบนนูนต่ำ
1.3 แบ่งลักษณะเนื้อวัสดุ จำแนกเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ คือ
พระพิมพ์เนื้ออโลหะ
พระพิมพ์เนื้อโลหะ
2. การจำแนกตามประเภทคุณวิเศษ สามารถพิจารณาได้ 2 ลักษณะคือ
2.1 ประเภทคุณวิเศษโดยทั่วไป จำแนกได้ 3 กลุ่ม คือ
พระเครื่องฯ ประเภทมหานิยม
พระเครื่องฯ ประเภทมหาอุตม์
พระเครื่องฯ ประเภทนิรันตราย
2.2 ประเภทคุณวิเศษทางเนื้อวัตถุ แบ่งตามลักษณะวัสดุที่สร้าง เป็น 3 กลุ่มคือ
พระเครื่องฯ เนื้อโลหะ
พระเครื่องฯ เนื้อดินเผา
พระเครื่องฯ เนื้อปูนปั้น
ยุคที่ 3 ยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 การจำแนกพระในช่วงแรกของยุคหลัง ช่วงสงครามโลกครั้งที่หนึ่งเป็นต้นมา
ยังคงเน้นในทางคุณวิเศษทางพุทธคุณ ที่หลายคนอาจจะเคยได้ยินได้ฟังกันมาบ้างถึงวิถีแนวทางของนักเล่นพระ หรือ นักเลงพระรุ่นนี้ ซึ่งจำแนกพระออกเป็น พระดีทางคงพระพัน พระดีทางนิรันตราย พระดีทางเมตตามหานิยม พระดีทางแคล้วคลาด ฯลฯ จนเกิดเป็นพุทธาคมที่เด่นของพระเครื่องมากมายสืบทอดมาจนทุกวันนี้โดยไม่สนใจในองค์ประกอบอื่นใดเลยในการจำแนก
ยุคที่ 4 ภายหลังสงครามโลกครั้งที่สอง
การสะสมพระได้ขยายตัวขึ้นมาก และเริ่มมีผู้รู้ผู้ชำนาญการเขียนตำราการศึกษษพระเครื่องขึ้นมา จึงทำให้เริ่มมีการเปลี่ยนแปลง อาจารย์ตรี ยัยปวาย เป็นผู้มีส่วนสำคัญท่านหนึ่งซึ่งทำให้เกิดแนวคิดนี้ขึ้น
อาจารย์ตรียัมประวาย เป็นนักสะสมพระรุ่นหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ที่มีกลุ่มนักสะสมด้วยกันเป็นกลุ่มใหญ่ ซึ่งล้วนเป็นปรมาจารย์ของวงการพระในปัจจุบันทั้งสิ้น และท่านยังเป็นผู้กำหนดการจัดกลุ่มพระชุดเบญจภาคีขึ้นเป็นครั้งแรก โดยพิจารณาจากคุณค่า รูปทรง ขนาดของพระเครื่องที่จะจัดขึ้นสร้อยไว้คล้องคอ เพื่อให้ดูสวยงามและเหมาะสม ทั้งค่านิยม ความเก่าและคุณวิเศษ
จากจุดเริ่มที่มีการจัดพระชุดเบญจภาคีนี้เอง ก็เริ่มมีการจำแนกประเภทพระในหมู่นักสะสมยุคนั้น ตามวัตถุดิบที่นำมาจัดสร้างพระ ดังนี้
1.พระชุดเบญจภาคี
2.พระชุดเนื้อดิน
3.พระชุดเนื้อชิน
4.พระชุดเนื้อผง
5.พระชุดเนื้อโลหะ
6.พระปิดตา
7.พระประเภทเหรียญ
8.เครื่องรางของขลัง
จนถึงช่วงปี พ.ศ. 2500 เป็นต้นมาก็ได้มีการจำแนกพระเครื่องเพิ่มเติมและชัดเจนขึ้น โดยเติมพระกริ่งและรูปหล่อขึ้น หลังจากนั้นก็มีการเพิ่ม พระชุดหลวงปู่ทวดเข้ามา
ยุคปัจจุบันการจำแนกพระออกเป็นหมวดหมู่ยังคงใช้แนวตามเดิม เพียงแต่เพิ่มรายละเอียดเพื่อให้เข้าใจได้ชัดเจนยิ่งขึ้น ดังตัวอย่างข้างต้น
1.พระชุดเบญจภาคี
2.พระชุดเนื้อดิน
-พระเนื้อดินยอดนิยม
-พระเนื้อดินทั่วไป
3.พระชุดเนื้อชิน
-พระเนื้อชินชุดยอดขุนพล
-พระเนื้อชินทั่วไป
จะเห็นได้ว่าจำแนกพระมีความละเอียดชัดเจนมากขึ้น เข้าใจง่ายมากขึ้น

 
ความหมายพระพิมพ์
พระพิมพ์ เป็นคำที่ใช้เรียกซึ่งมีความหมายในทางโบราณคดี บ่งบอกถึงลักษณะโดยทั่วไปของพระพุทธ ปฏิมากรรม ที่สร้างขึ้นมาด้วยการนำเอาเนื้อวัสดุที่เตรียมไว้มากดประทับลงในแม่พิมพ์ หรือถ้าเป็นเนื้อโลหะซึ่งหลอมละลายแล้ว ก็นำมาเทหล่อเข้าไปในแม่พิมพ์ สำหรับแม่พิมพ์จะมีลักษณะแกะลึกลงไปในกรอบหิน หรือวัตถุอื่นๆ
พระเครื่อง เป็นคำที่ใช้เรียกแทนคำว่า “พระศักรพุทธปฏิมา” ซึ่งเป็นนามที่ใช้เรียกในทางอิทธิฤทธิ์กฤตยาคม มิใช่การกำหนดความหมายในทางโบราณคดีโดยความเป็นจริงแล้ว “พระพิมพ์” หรือ “พระเครื่อง” ก็คือสิ่งเดียวกัน จากหลักฐานสำคัญ เช่น จารึกบนแผ่น
จารึกลานทองของกรุพระปรางค์วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ จังหวัดสุพรรณบุรี และแผ่นจารึกลานเงินของกรุพระบรมธาตุเจดีย์นครชุม จังหวัดกำแพงเพชร เป็นต้น ได้แสดงให้ทราบถึงพุทธาคม กรรมวิธีในการสร้างพระเครื่อง ซึ่งเป็นมรดกตกทอดสืบสานมาถึงทุกวันนี้ จากหลักฐานดังกล่าวแสดงว่าพระพิมพ์ทั้งหลายได้ผ่านกรรมวิธีบรรจุพุทธคุณวิทยาคาถา และพุทธปรมาภิเษกสำเร็จเป็น พระศักรพุทธปฏิมาอันวิเศษแล้ว
ความจริงแล้วคำว่า “พระเครื่อง” เป็นคำใหม่ที่พึ่งประยุกต์ใช้กันมาไม่นาน เป็นคำที่เกิดขึ้นในช่วงสมัย พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ เมื่อคราวที่พระองค์ทรงสั่งเครื่องจักรเพื่อมาผลิตเหรียญที่ระลึก เหรียญกษาปณ์ และเหรียญพระคณาจารย์โบราณในยุคนั้น ผู้ที่ได้รับพระจึงเรียกกันตามความเข้าใจที่ง่ายและเหมาะสมในยุคนั้นว่า “พระเครื่อง” (หมายถึงพระที่ทำมาจากเครื่องจักร) ซึ่งนำไปสู่การเรียกพระขนาดเล็กที่สามารถพกพาได้ทั้งหมดทุกประเภทว่า “พระเครื่อง” จนกระทั่งถึงปัจจุบัน
หากแต่จารึกในแผ่น ลานเงิน ลานทอง ต่างๆ ยังคงใช้คำว่า “พระพิมพ์” และมีความหมายตรงกันคือการจำลองสิ่งเคารพอันเกี่ยวเนื่องด้วยพระพุทธศาสนา เพื่อสามารถนำมาสักการะเป็นการส่วนบุคคลแล้ว ดังนั้นในปัจจุบันไม่ว่าจะเรียกว่า “พระพิมพ์” หรือ “พระเครื่อง” ก็เป็นเรื่องที่เข้าใจตรงกัน ทั้งรูปสมบัติ คุณสมบัติ และสรรพคุณ 

เรื่องราวของพระพิมพ์นี้มีมาเป็นเวลายาวนาน นับตั้งแต่พระพุทธเจ้าทรงดับขันธ์ปรินิพพานไปแล้วกว่า 100 ปี และมีวิวัฒนาการมาโดยตลอดอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน