วันเสาร์ที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

พระผงสุพรรณพิมพ์ใหญ่ “หน้าแก่” กรุวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ สุพรรณบุรี

 

พระผงสุพรรณพิมพ์ใหญ่ “หน้าแก่” กรุวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ สุพรรณบุรี

พุทธลักษณะ  พระผงสุพรรณ เป็นพระที่มีศิลปะอู่ทอง ปางมารวิชัย (สะดุ้งมาร) องค์พระประทับนั่งลอยองค์ ขัดสมาธิราบ พระวรกายสูงชะลูด พระหัตถ์ขวาพาดที่พระชานุ(หัวเข่า) พระหัตถ์ซ้ายวางหงายที่พระเพลาบนฐานเขียงชั้นเดียว ไม่ตกแต่งเครื่องประดับองค์พระ และผนังด้านหลังภายในกรอบรูปสามเหลี่ยมทรงสูง ตัดยอดป้าน แหลม เฉียง 5 เหลี่ยม ไม่เป็นที่ยุติ เหนือพระเมาลี พระพุทธปฏิมากรขนาดเดียวกันหมด ส่วนหนาไม่ยุติ บางองค์หนาตั้งได้ บางองค์บางมากเหลือเพียง 3-4 ม.ม. ก็มี

พิมพ์ใหญ่ “หน้าแก่” พระพักตร์เคร่งขรึม พระกำโบล(แก้ม) เหี่ยวตอบ พระหนุ(คาง)เสียมและมักจะเลือนหาย พระเกศเป็นต่อมกลมสองชั้น ชั้นล่างใหญ่ ชั้นบนเล็กยอดมน กรอบไรพระศกที่ชัดเจน นูนขึ้นสวยงามมาก ส่วนมากมักจะเลือน พระขนง(คิ้ว)เป็นปื้น หางพระเนตรชี้ขึ้นสูง พระเนตรข้างขวามักจะโบ๋ พระเนตรซ้ายมีเม็ดพระเนตร พระนาสิกป้าน ปลายพระนาสิกท่ากับพระโอษฐ์ มีรอยบากข้างพระนาสิกขวาเป็นขีดลึก พระโอษฐ์จู๋มี มีขนาดเท่ากับปลายพระนาสิกพระหนุ(คาง)เสี้ยมเล็ก บางองค์กลืนหายไปกับพระศอ พระกรรณข้างขวายาว ข้างซ้ายสั้น ไม่มีพระศอ
พระอุระ (หน้าอก) คล้ายหัวช้าง พระอุระ (ท้อง)ติดบางมาก พระพาหา (ท่อนแขนบน) พระกร(ท่อนแขนล่าง) มีขนาดพอสมควร เปรียบกับพิมพ์หน้ากลางแล้วมีนาดใหญ่กว่า ห่างกับลำพระองค์พอประมาณ พระกัปประ (ข้อศอก) ทั้งสองข้างมีระดับเสมอกัน ปลายพระหัตถ์ข้างซ้ายซึ่งวางหงายอยู่หน้าพระเพลาสั้น มักจะเห็นหัวพระอังคุฎ(หัวแม่มือ)รางๆ

พระเพลา(หน้าตัก)กว้างพอสมส่วน พระบาทขวาหงายทาบเฉียงขึ้นบนเล็กน้อย แต่ก็ไม่เป็นการแน่นอนเสมอไป บางองค์ทาบตรงก็มี ไม่เห็นพระปราษณี (ส้นเท้า) และข้อพระบาท บางองค์เห็นนิ้วหัวพระบาท(หัวแม่เท้า) พระบาทซ้ายเช่นเดียวกัน

ด้านหลัง พระผงสุพรรณทุกองค์จักต้องมีลายมือของพระมหาเถระปิยะทัสสะสี ศรีสารีบุตร กดประทับอยู่ด้านหลัง ลักษณะเส้นลายมือคือแบบก้นหอย มีคลื่นหยักน้อยๆ ขยุกขยิก เกิดจากการหดตัวของมวลสาร ลายนิ้วมือเป็นเส้นใหญ่หยาบ ตามรูปร่างที่ใหญ่โต เนินเรียบปรากฏอยู่กึ่งกลางของเส้นลายมือ มีลักษณะนูน ไม่บ๋อมลงไปในเนื้อพระ ส่วนมากมีลักษณะนูนไม่มีวงก้นหอยกึ่งกลางลายมือนั้น

1.ลักษณะเนื้อพระผงสุพรรณ ไม่ได้ผ่านด้วยการเผาไฟ เนื้อพระจึงปราศจากความแข็งแกร่งเป็นสำคัญ มีความหนึกนุ่มเป็นเจ้าเรือน มีความละเอียดเนียนปราศจากเม็ดทรายใดๆทั้งสิ้น ผู้สร้างมีความพิถีพิถันในการป่นว่านบดผงเกษรและดินเหนียวจนละเอียด คาดว่าจักต้องใช้ผ้าบางหรือ แลงร่อนเอาผงดินบริสุทธิ์มาเป็นทัพสัมภาระ เนื้อพระผงสุพรรณจึงมีความละเอียดเนียน คล้ายพระตระกูลทางเหนือ เช่น พระรอด พระทุ่งเศรษฐี พระซุ้มกอ เป็นต้น
ความหนึกนุ่ม อณูของว่าน ผงเกสรดอกไม้ผสมกับดินเหนียวตากแห้งป่นละเอียด เมื่อนำมาผสมกับน้ำหวานจนจับกันเป็นผลึก บรรจุไว้ในที่ร้อนอบอ้าวภายในกรุย่อมไล่ความชื้นที่เกาะปฏิภาคของอณูให้เหือดแห้งหายไปยิ่งเวลาผ่านาน 500-600 ปี อณูภาคต่างๆจะมีความหดตัวพร้อมกับความแห้งผาก ผิดกับความแห้งด้วยการเผาไฟ
ความแห้ง-เก่า เนื้อพระผงสุพรรณ มีความแห้งผาก แห้งสนิทปราศจากความชื้นอยู่ภายเนื้อพระเลยแม้แต่น้อย ทั้งอมความเก่าไว้ด้วย อันเป็นคุณสมบัติที่แท้จริงของเนื้อพระผงสุพรรณ

สีของพระผงสุพรรณ ตามลานทองบอกว่า มีสองสี คือ สีแดงและสีดำ (เทาหม่นปนดำ) แต่ผู้ที่ได้พระผงสุพรรณมาแต่กาลก่อน ต่างยืนยันว่า ได้มาจากกรุวัดพระศรีรัตนมหาธาตุทั้งสิ้น และมีสีอื่นอีก  ได้แก่ สีเขียวมอย และสีขาว หรือบางทีเรียกว่าสีใบลาน สีเนื้อก็เรียก ความนิยมแตกต่างกัน สีเขียวมอยนิยมมากอันดับหนึ่ง สีใบลานรองลงมา สีแดง และสีดำนิยมน้อยที่สุด

พระผงสุพรรณไม่ผ่านการเผา หากเผาจนสุกแล้ว ว่านและผงต่างๆจะถูกเผาจนสุก ทุกๆสีจะกลายเป็นสีแดงไปหมด
ขนาดหน้าตัก กว้าง 1.5 ซม. สูงจากใต้ขาซ้าย ถึงยอดพระเมาลี 2.5 ซม.

2. ยุคสมัยการสร้าง พระผงสุพรรณเป็นศิลปะอู่ทอง 1 ลานทองแผนที่ 1 บอกศักราชเป็นมหาศักราช 1265 และลานทองแผ่นที่ 2 บอกศักราช 1269 ให้เอา 621 บวกได้เป็น พ.ศ.1886 และ 1890 ชัดแจ้งอยู่แล้วว่า เป็นปีก่อนสร้างกรุงศรีอยุธยา เพราะปีก่อสร้างกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานีพ.ศ. 1893 ห่างกัน 7- 3 ปี
ดังนั้นพระผงสุพรรณ ควรสร้างในยุคอู่ทองตอนปลาย หรืออู่ทอง 3 มากกว่าจะเป็นในอู่ทอง 1 ตามศิลปะที่ปรากฏในองค์พระ อายุการสร้างถึงปัจจุบันราว 600 กว่าปี

3.ผู้สร้างพระผงสุพรรณ ลานทองแผ่นที่ 1 ได้ที่วัดพระศรีมหาธาตุ สุพรรณบุรี จารึกในแผ่นทองเป็นอักษรขอม แปลได้ความว่า ดังนี้
ศุภมัสดุ  1265 สิทธิการิยะ แสดงบอกให้รู้ว่า มีฤาษี 4 ตน พระฤาษีพิลาไลย์เป็นประธาน เราจะทำด้วยฤทธิ์ ทำเครื่องประดิษฐาน มีสุวรรณเป็นต้น คือบรมกษัตริย์ พระยาศรีธรรมาโศกราช เป็นผู้มีศรัทธา พระฤาษีทั้ง 4 ตน ซึ่งพร้อมเอาว่านทั้งหลาย พระฤาษีจึงอัญเชิญเทพดามาช่วยทำพิธี ทำเป็นพิมพ์ไว้ สถาน 1 แดง สถาน 1 ดำ ให้เอาว่านทำผง ปั้นก้อนพิมพ์ด้วยลายมือ ของพระมหาเถระปิยะทัสสะสี ศรีสารีบุตร์ คือเป็นใหญ่เป็นประธานในที่นั้น  ได้เอาแร่ต่างๆซัดสำเร็จแล้ว ให้นามว่าแร่สังฆวานร ได้หล่อขึ้นเป็นพิมพ์ต่างๆ มีอานุภาพต่างกัน  เสกด้วยมนต์คาถาทั้งปวงครบ 3 เดือนแล้ว ท่านเอาไปประดิษฐานไว้ในพระสถูปใหญ่แห่งหนึ่ง ทีเมืองพันธูม ถ้าผู้ใดได้พบเห็น ให้รีบเอาไปสักการบูชาเป็นของวิเศษ แม้จะมีอันตรายประการใดก็ดี ให้อาราธนาผูกไว้ที่คอ อาจคุ้มครองพยันตรายได้ทั้งปวง ถ้าผู้ใดออกรณรงค์สงคราม ประสิทธิด้วย ศัตราวุธทั้งปวง เอาพระลงสรงน้ำหอม แล้วนั่งบริกรรมพุทธคุณ ธรรมคุณ สังฆคุณ 108 จบ, พาหุง 13 จบ ใส่ขันสำริดนั่งอธิษฐานตามความปรารถนาเถิด ให้ทาทั้งหน้าและผมคอ หน้าอกถ้าจะใช้ในทางเมตตา ให้มีสง่า เจรจาให้คนทั้งหลายเชื่อฟัง ยำเกรง ให้เอาพระไว้ในน้ำมันหอม เสกด้วยคาถา เนาว์หรคุณ 13 จบ พาหุง 13 จบ พระพุทธคุณ 13 จบ ให้เอาดอกไม้ ธูปเทียน ทำพิธีในวันเสาร์ น้ำมันหอมเก็บไว้ใช้เสมอไป ทาริมฝีปาก หน้าผาก และผม ถ้าผู้ใดพบพระตามที่กล่าวมานี้ พระว่านก็ดี พระเกสรก็ดีกระทำด้วยแร่สังฆวานรก็ดี อย่าประมาทเลย อานุภาพของพระทั้ง 3 อย่างนี้ ดุจกำแพงแก้ว นตรายทั้งปวงไม่กล้ำกราย แล้วให้ว่าคาถา ทะเยสันตาจนจบพระพุทธคุณ,พระธรรมคุณ, พระสังฆคุณ แล พาหุงจนจบ และให้ว่าดังนี้อีก “คะเตสิกเก กะระณังมะกา ไชยยังมังคะรัง นะมะพะทะ กิริมิถิ กุรุมุทุ เกเลเมเถ กะระมะทะ ประสิทธิแล”  คาถานี้ให้ว่าทุกวันทุกคืนได้ประเสริฐ เพียงจบเดียวก็ดี ถ้าว่าได้ 13 จบ ตามตำรา จะปรเสริฐใหญ่ยิ่ง ให้ระลึกถึงท่านมหาเถระปิยะทัสสะสี ศรีสารีบุตร์ กับฤาษีพิลาไลย์ ช่วยกันป้องพยันตรายได้ทั้งปวงฯ จบ

พุทธคุณ เมตตามหานิยม อยู่ยงคงกระพัน แคล้วคลาด เยี่ยมยอดด้านนิรันตรายเป็นเอก


หมายเหตุ
1. ศุภมัสดุ1265 คำนี้บอกศักราชในมหาศักราช เทียบกับพุทธศักราชแล้วตรงกับ พ.ศ. 1886
ลานทองแผ่นที่ 2 บอกศักราช 1269เทียบกับพุทธศักราชแล้วตรงกับ พ.ศ. 1890 อันเป็นปีสุดท้ายของพระเจ้าเลอไทย แห่งกรุงสุโขทัย และก็เป็นปีของพระเจ้าลือทัย(ลิทัย) ขึ้นครองราชย์ ดังนั้นจึงพอเชื่อได้ว่า กษัตริย์ครองกรุงสุโขทัยทั้งสองพระองค์ ไม่องค์ใดก็องค์หนึ่งเป็นผู้สร้าง แล้วนำมาบรรจุไว้ในองค์พระปรางค์ วัดพระศรีมหารัตนมหาธาตุ สุพรรณบุรี

2.เมืองพันธูม คือ เมืองสุพรรณบุรี




พระผงสุพรรณ พิมพ์อื่นๆ






พระปรุหนังเดี่ยวบัวกลีบ แบบขนมต้ม กรุวัดปราสาท จังหวัดอยุธยา

 

พระปรุหนังเดี่ยวบัวกลีบ แบบขนมต้ม กรุวัดปราสาท จังหวัดอยุธยา

พุทธลักษณะ องค์ประทับนั่งขัดสมาธิราบ บนฐานสำเภาบัวกลีบ 3 ชั้น (สำเภาเป็นสัญลักษณ์ของพระพุทธรูปสมัยอู่ทอง) ภายในซุ้มเรือนแก้วล้อมรอบองค์พระพร้อมกับประภามณฑลบนยอดซุ้ม ภายในประภามณฑลเป็นกิ่งและใบโพธิ์ข้างละ 5 ใบ

1. องค์พระปรุหนังเป็นศิลปะ “แบบขนมต้ม” (นิยมเรียกพระพุทธรูปแบบหนึ่ง กำเนิดที่จังหวัดนครศรีธรรมราช) ศิลปะองค์พระเป็นเอกลักษณ์เฉพาะอีกรูปแบบหนึ่ง พิมพ์ฉลุโปร่ง แลดูคล้ายหนังตะลุงที่ฉลุด้วยหนังวัวหรือหนังกระบือ ลายเส้นจะเท่ากันทั้งซ้ายขวา สร้างด้วยชินเงิน สนิมสีเทาผุกร่อน ล่อนออกเป็นชั้น (ควรลงน้ำมันจันทร์รักษาเนื้อไว้ มิฉะนั้นสนิมจะลุกลามกัดกร่อนไปหมดทั้งองค์) มีร่องรอยการปิดทองมาแต่ในกรุ ด้านหลังองค์พระเครื่องแบนเรียบ มีร่องรอย ระเบิดผุกร่อนเป็นหย่อมๆ
พระปรุหนังเป็นพระบางมาก จึงหาองค์ที่สมบูรณ์ได้น้อยที่ไม่ชำรุด ใช้แว่นขยายส่องดูมักจะพบรอยร้าวที่ศอองค์พระ พระหล่อด้วยพิมพ์ประกบ เมื่อหล่อเสร็จแล้วแกะออกจากแม่พิมพ์ จะสกัดเนื้อชินตรงชนวน ด้วยของมีคมด้านล่างสุดขององค์พระ ขนาดกว้างฐาน 3 ซม. สูง 5 ซม.

2 ยุคสมัยการสร้าง พระปรุหนัง กรุวัดปราสาทถือกำเนิดสมัยอยุธยายุคกลาง (ศิลปะแบบอยุธยาพุทธศตวรรษที่ 19-22) ถึงจะมีการนำเอาศิลปะของเมืองอื่นมาประยุกต์เข้าไว้ก็ตาม แต่ช่างผู้ให้กำเนิดพระกรุนี้ได้บอกให้รู้ว่า เขาคือศิลปินของชาวอยุธยา นับจนถึงปัจจุบัน อายุการสร้างราว 600 ปี

3 ผู้สร้าง ช่างศิลปะชาวอยุธยาได้ประยุกต์ศิลปะแบบขนมต้มเป็นต้นแบบในการสร้างพระปรุหนังเดี่ยวบัวกลีบแบบขนมต้มนี้ บรรจุกรุไว้ที่วัดปราสาท
พระพุทธรูปแบบขนมต้ม ถือกำเนิดที่จังหวัดนครศรีธรรมราช ศิลปินสกุลช่างไชยาชั้นหลังเป็นผู้สร้างแบบไว้ ในสมัยอยุธยายุคต้น และได้ประยุกต์ เอาศิลปะเชียงแสนรวมเข้ากับ ศิลปะอู่ทอง และศิลปะของนครศรีธรรมราชเอง นับเป็นการผสมผสานของศิลปะ 3 สมัยรวมเข้าไว้ด้วยกัน เป็นศิลปะแบบขนมต้ม

4 ศิลปะ “แบบขนมต้ม” ของนครศรีธรรมราช ดูได้จากพระพุทธรูป จะเห็นพูดพุทธลักษณะ อวบอัด ล่ำสัน สังฆาฏิสั้น และทำชายซ้อนกันถึง แฉก อยู่ข้างพระอุระ ฐานจะปรากฏเป็นแบบขาโต๊ะ ประดับลวดลายก็มี การประทับนั่ง มักเป็นปางมารวิชัยขัดสมาธิเพชร ชายผ้าทิพย์ห้อยอยู่ระหว่างกลางฐาน เกศเป็นแบบเกศตุ้ม มองดูเผินๆ คล้ายศิลปะเชียงแสน

พุทธคุณ แคล้วคลาด คงกระพัน มหาอุตม์  

วันอาทิตย์ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2559

พระลือหน้ายักษ์ กรุลำพูน ที่พบ 1 ใน 50 องค์

 

พระลือหน้ายักษ์ กรุลำพูน ที่พบ 1 ใน 50 องค์

พุทธลักษณะ ปางสมาธิ องค์พระประทับนั่งขัดสมาธิเพชร ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของพระเครื่องเมืองลำพูน บนฐานกลีบบัวคว่ำบัวหงาย มีเส้นประภามณฑลรอบพระเศียรและองค์พระ ผนังด้านหลังองค์พระประดับตกแต่งด้วยใบโพธิ์จริง เช่นเดียวกับพระลือหน้ามงคล, พระเปิม, พระคง, พระบาง และพระรอดหลวง ด้านหลังองค์พระเครื่อง เรียบแบบไม่สม่ำเสมอ มีลายมือตกแต่งเนื้อดิน พระลือหน้ายักษ์เท่าที่พบมีประมาณ 50 องค์

1. องค์พระเป็นดินเผา สีผิวไผ่แห้ง พื้นผิวเคลือบบางๆ ด้วยดินกรุสีเข้มกว่าเนื้อใน สร้างด้วยดินกรองละเอียดผสมผงและกรวดเล็กน้อย ขนาดกว้างฐาน 2.2 ซม. สูง 4.1 ซม. ขอบข้างองค์พระยกเว้นฐานชั้นล่าง ตกแต่งเรียบคมเหมือนคมมีด

2 ยุคสมัยการสร้าง พระลือหน้ายักษ์ เป็นรักร่วมสมัยทวาราวดี (เริ่มแตกพุทธศตวรรษที่ 10-11) แยกเป็นศิลปะหริภุญชัย (จังหวัดลำพูน) ล้อแบบหรือจำลองศิลปะอินเดียยุคสมัยคุปตะ พุทธศตวรรษที่ 9-11 พระลือหน้ายักษ์ สร้างในยุคแรกระหว่างพุทธศตวรรษที่ 14-16 มีอายุการสร้างถึงปัจจุบันราว 1100 ถึง 1300 ปี

3 ผู้สร้าง กลุ่มชนซึ่งใช้อักษรมอญโบราณและภาษามอญอยู่ในจังหวัดลำพูน (หริภุญชัย) นับถือพุทธศาสนา ใช้ภาษาบาลีเป็นหลักมีกษัตริย์ปกครอง อาณาจักรหริภุญชัย โบราณอย่างอิสระไม่อยู่ใน อำนาจของชนกลุ่มใด การใช้วัน-เดือน-ปีเหมือนกับที่ใช้อยู่ในอินเดียตั้งแต่สมัยราชวงศ์คุปตะ และราชวงศ์ปาละ กลุ่มชนมอญโบราณนี้ เป็นผู้สร้างพระลือหน้ายักษ์ระหว่างพุทธศตวรรษที่ 14-16

พุทธคุณ เมตตามหานิยม แคล้วคลาด และคงกระพันเป็นเยี่ยม

พระปรุหนังบัวเบ็ด พิมพ์ที่2 ชินเงิน กรุวัดพุทไธสวรรค์ อยุธยา

 


พระปรุหนังบัวเบ็ด พิมพ์ที่2 ชินเงิน กรุวัดพุทไธสวรรค์ อยุธยา

พุทธลักษณะ องค์พระประธานองค์กลางประทับนั่งขัดสมาธิราบ ปางมารวิชัย บนฐานสำเภาบัวเบ็ด 2 ชั้น(ฐานประทับที่ปรากฏอยู่ในรูปคล้ายสำเภานั้น สำเภาเป็นสัญลักษณ์ของพระพุทธรูปสมัยอู่ทอง จะมีเส้นขีดทแยงบนและอีกแถวหนึ่งขีดทแยงล่างนั้น เรียกว่า บัว 2 ชั้น) ภายในซุ้มเรือนแก้ว ช่วงบนของซุ้มทั้งสองข้างจะปรากฏลวดลายช่อชัยพฤกษ์หลายเส้นวิ่งม้วนตัวไปบรรจบกันที่จุดยอดเหนือพระเศียร เปลวเส้นดังกล่าวนี้เองตรงกลางระหว่างริมข้างองค์พระพุทธ จะมีเส้นวิ่งลงมาม้วนตัวเป็นรูปประภามณฑลครอบเศียรองค์พระพระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะ ยืนพนมมืออยู่ด้านขวาและซ้ายอยู่ในพิมพ์นี้อย่างเด่นชัด ด้านหลังองค์พระเครื่องแบนเรียบ

1. องค์พระปรุหนัง เป็นพระมีศิลปะเป็นเอกลักษณ์เฉพาะ สร้างแบบฉลุโปร่ง แลดูคล้ายแบบของหนังตะลุงที่สร้างด้วยหนังวัวหรือหนังกระบือ ลายเส้นจะเท่ากันทั้งซ้ายขวา สร้างด้วยชินเงิน ผิวสนิมสีดำอมเทา พระปรุหนังหล่อบางมาก จึงหาองค์พระที่สมบูรณ์ได้น้อย ที่ไม่มีชำรุด ใช้แว่นขยายส่องดูมักจะพบรอยร้าวแถวพระศอพระทั้ง 3 องค์เลยก็มี พระหล่อด้วยพิมพ์ประกบ เมื่อหล่อเสร็จแล้วแกะออกจากแม่พิมพ์ จะสกัดเนื้อชินตรงชนวนด้วยของมีคม ด้านล่างสุดขององค์พระ พระปรุหนังบัวเบ็ดสร้างเป็นรูปสี่เหลี่ยม ขนาดกว้างฐาน 4 ซม.สูง 5 ซม.

2. ยุคสมัยการสร้าง พระปรุหนังพิมพ์บัวเบ็ดเป็นพระเครื่องประเภทปราณีตศิลป์ กำเนิดเมื่อพ.ศ. 1896 สมัยอยุธยายุคต้น อายุถึงปัจจุบันราว 700 ปี ที่ จ.อยุธยานี้เป็นกรุต้นกำเนิดของพระสกุลนี้ ที่งดงามกว่าและมีอายุสูงกว่ากรุอื่นที่สร้างแบบตามอย่างภายหลังทั้งหมดทรงอพยพที่ ต.เวียงเหล็ก

3. ผู้สร้าง จารึกสุโขทัยหลักที่ 1 ราวปีพ.ศ. 1835 สมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 (พระเจ้าอู่ทอง) ทรงสถาปนากรุงศรีอยุธยาแล้ว โปรดให้สร้างวัดเป็นพุทธบูชา และพระอนุสรณ์ ณที่ตั้งพลับพลาที่ประทับ เพื่อทรงอพยพที่ ต.เวียงเหล็ก เมื่อปีพ.ศ. 1896 คือวัดพุทไธสวรรค์ บรรจุกรุพระปรุหนังบัวเบ็ดชินเงิน(ชินกรอบ)

พุทธคุณ แคล้วคลาด คงกระพัน มหาอุตม์

พระเลี่ยงหลวง กรุเก่า พิมพ์ใหญ่พิเศษ แบบซุ้มเรือนแก้วยอดแหลม ลำพูน

 

พระเลี่ยงหลวง กรุเก่าพิมพ์ใหญ่พิเศษ แบบซุ้มเรือนแก้วยอดแหลม

พุทธลักษณะ ปางมารวิชัย องค์ประทับนั่งขัดสมาธิเพชรภายในซุ้มเรือนแก้ว อันเป็นเอกลักษณ์ของพระเครื่องเมืองลำพูน ยอดซุ้มเป็นรูปปราสาทเหมือนนครวัดของขอมโบราณลักษณะของพระพุทธรูป ถือแบบอย่างสมัยทวาราวดีคร่าวๆดังนี้ เกศพระมาลาเป็นต่อมใหญ่ สั้นและป้าน ไม่มีไรพระศก พระขนงยาว พระพักตร์ยาวแบบหน้าชาวอินเดีย พระโอษฐ์แบะ พระหนุป้าน จีวรแนบชิดติดพระองค์ ชายสังฆาฏิยาวจรดพระนาภี พระหัตถ์และพระบาทใหญ่ รองรับกลีบบัวหงายบนฐานบัวลูกแก้ว ชั้นล่างเป็น ชั้นล่างเป็นเศียรช้างสามเชือก ด้านขวาองค์พระเป็นพระสารีบุตร ด้านซ้ายเป็นพระโมคคัลลานะ นั่งชันเข่าบนผ้าปูรองนั่ง ทั้งหมดตั้งอยู่บนฐานบัวลูกแก้วสามชั้น ภายในกรอบเส้นสามเหลี่ยมหน้าจั่วทรงสูง ประดับด้วยกลีบบัวเล็กๆตามขอบเส้นด้านหลังองค์พระเครื่อง อูมนูน มีลายมือกดแต่งเนื้อดินโค้งลงขอบเส้นสามเหลี่ยมด้านหน้าองค์พระเครื่อง

1. องค์พระเป็นดินเผาสีแดงอมชมพู พื้นผิวหน้า-หลัง เคลือบบางๆ ด้วยดินกรุสีพิกุล(แดงอมน้ำตาล) สร้างด้วยเนื้อดินกรองละเอียดผสมผง ขนาดกว้างฐาน 4 ซม. สูง 6.5 ซม.

2. ยุคสมัยการสร้าง พระเลี่ยงหลวงเป็นพระร่วมสมัยทวาราวดี (พุทธศตวรรษที่ 10-17) แต่แยกเป็นศิลปะยุคสมัยหริภุญชัย(พุทธศตวรรษที่ 14-17) พระเลี่ยงหลวงพิมพ์นี้ได้รับถ่ายทอดมาจากศิลปะทวาราวดี รุ่งเรืองอยู่ที่ จ.นครปฐม ได้รับอิทธิพลมาจากศิลปะของชาวอินเดียภาคใต้ นับถือพุทธศาสนาคติมหายาน อายุการสร้างไม่เกินพุทธศตวรรษที่17 (ประมาณ 1,000 ปี)พระเลี่ยงหลวงเป็นพระเครื่องสกุลลำพูนหริภุญชัย องค์ค่อนข้างเขื่อง พบจากกรุวัดประตูลี้เป็นครั้งแรกพร้อมกับพระเลี่ยงพิมพ์นิยม นอกจากนี้ยังมีผู้พบพระเลี่ยงหลวงที่กรุวัดอื่นๆอีก

3. ผู้สร้าง กลุ่มชนมอญโบราณใช้อักษรมอญโบราณและภาษามอญอยู่ในจ.ลำพูน(หริภุญชัย) เป็นผู้สร้างบรรจุกรุไว้ ก่อนที่จะล่มสลาย ถูกยึดครองโดยอาณาจักรล้านนาและราชวงศ์กษัตริย์แห่งหริภุญชัยนครสิ้นสุดลงในพุทธศตวรรษที่ 17

พุทธคุณ เมตตามหานิยม ด้านแคล้วคลาดดีเช่นเดียวกับพระรอด

วันเสาร์ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2559

พระสมเด็จเกศไชโย พิมพ์ 7 ชั้นนิยม พิมพ์เอ กรุวัดเกศไชโยวรวิหาร

 


พระสมเด็จ วัดเกศไชโย (วัดไชโยวรวิหาร) พิมพ์อื่นๆ





พระสมเด็จเกศไชโย พิมพ์ 6 ชั้นอกตลอด กรุวัดเกศไชโยวรวิหาร

 


พระสมเด็จ วัดเกศไชโย (วัดไชโยวรวิหาร) พิมพ์อื่นๆ