วันอังคารที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2560

พระกำแพงลีลาพลูจีบ เนื้อดินเผาสีแดง กรุเจดีย์กลางทุ่ง ลานทุ่งเศรษฐี กำแพงเพชร

 

พุทธลักษณะและพิมพ์
1.พระเกศทรงปลี ขอบพระเกศด้านขวามักจะมีรอยขีดเซาะคล้ายถูกของมีคม
2.พระพักตร์ทรงผลมะตูม คล้ายพระขุนแผนวัดพระรูป พระกรรณเบื้องขวาปรากฏเพียงเงาๆ เบื้องซ้ายถูกพระพักตร์บังไว้ เหมือนพระกำแพงเม็ดขนุน
3.พระศอเป็นลักษณะกลืนหาย เป็นร่องตื้นๆและมักจะมีริ้วธรรมชาติ หรือรอยย่นของเนื้อพระเป็นริ้วน้อยๆ
4.พระอังสาเป็นโค้งน้อยๆ 3 ลอน คือหัวไหล่ทั้งสองโค้งขึ้นและแนวไหปลาร้าเป็นแนวโค้งลง บางพิมพ์หัวไหล่เบื้องขวาสูงกว่าเบื้องซ้าย แต่บางองค์มีลักษณะตรงข้าม
5.พระอุระมีส่วนนูนเด่นเพียงเล็กน้อย พระอุระเบื้องซ้ายมีพระหัตถ์ซ้ายยกขึ้นบังไว้
6.พระบาทเบื้องซ้ายยกขึ้นในปางประทานอภัย แยกเป็นง่าม พระหัตถ์ที่ยกขึ้นเขื่องกว่าของพระกำแพงเม็ดขนุน พระพาหาเบื้องขวาทอดลงในลักษณะลีลาอันอ่อนช้อย เรียกกันว่า “เล่นแขน” และนิ้วพระหัตถ์ขวาไม่กางเหมือนพระเม็ดขนุน แต่มีลักษณะให้เห็นในด้านข้างหรือสันพระหัตถ์และพระอังคุฐ ช่วงพระหัตถ์ค่อนข้างยาวมาก
7.ลำพระองค์ เอวมีลักษณะเรียวเพียงเล็กน้อยปรากฏรัดประคดเป็นลักษณะนูนขึ้นสองเส้น
8.พระเพลาทั้งสองทอดเป็นเส้นขนานกันอย่างงดงาม พระเพลาซ้ายงอ และพระชานุขอเล็กน้อย
9.ชายพระจีวรเบื้องซ้ายกางออกมาและทิ้งชายขอบพริ้วไสวงดงามกว่าของพระกำแพงเม็ดขนุน ชายขอบล่างลากเป็นแนวเฉียงตัดเข้าหาข้อพระบาทเบื้องซ้าย และพาดทับข้อพระบาทเป็นเส้นนูนทำให้มีลักษณะคล้าย “สวมกางเกงจีน” ชายจีวรเบื้องขวา เป็นแนวลากติดต่อลงมาจากปลายนิ้วพระหัตถ์เบื้องขวา ริ้วของชายจีวรมีความคมน้อยกว่าเบื้องซ้าย
10.พระลักษณะการย่างเยื้องต่างจากรพกำแพงเม็ดขนุน คือการวางพระบาททั้งสองมีลักษณะขนานหรือประสานกัน ส้นพระบาททั้งคู่ยกเผยอขึ้นจากอาสนะเล็กน้อย ตัวพระบาทแสดงรายละเอียดชัดเจนมาก คือปลายหัวแม่เท้าทั้งสองงอนเชิดขึ้น ตัวพระบาทคอดงดงามที่สุด เมื่อพิจารณาลีลาของพระบาทประกอบถึงพระพาหาและพระกรแล้ว จะเห็นได้ว่า ลีลาการเคลื่อนไหวของพระกำแพงพลูจีบ มีลักษณะการเลื่อนแล่นไปทางเบื้องซ้าย
11.พระอาสนะมี 4 ชั้น ชั้นบนเป็นบัวหงาย 3 กลีบ ลักษณะคล้ายหัวข้าวหลามตัดขนมเปียกปูน และอีก 3 ชั้น เป็นหน้ากระดาน มีลักษณะเป็นขีดๆ ส่วนมากจะปรากฏเป็นขีดเดียว หรือสอองขีดเท่านั้น
12.ซุ้มเรือนแก้ว ปรากฏเป็นแนวโค้งมาจากพื้นผนังล้อมรอบองค์พระปฏิมา มีลักษณะเป็นแอ่งท้องกระทะลึกลงไปในพื้นผนังเล็กน้อย และจะปรากฏ “ริ้วรอยธรรมชาติ” เป็นริ้วละเอียดทั่วไปในพื้นคูหา หรือในซอกพระพาหา
13.ปีกพระเครื่องชนิดนี้ส่วนมากไม่ปรากฏ การปาดของเศษเนื้อโดยรอบให้เสมอกับขอบเรือนแก้ว ไม่เหลือเนื้อขอบปีกไว้ ซึ่งต่างจากเม็ดขนุน
14.รอยเม้มปีกด้านใต้ขอบพระอาสนะ มีลักษณะ “ฐานพับ” เช่นเดียวกับพระรอด และมีลักษณะรอยเล็บจิก เกิดจากการแงะพระออกจากพิมพ์ แต่บางองค์อาจไม่ปรากฏ
15.ด้านหลังลักษณะโค้งหลังเต่าน้อยๆเช่นเดียวกับพระรอด

ยุคสมัย ศิลปะ และผู้สร้าง พระกำแพงลีลาพลูจีบเป็นพระเครื่องสกุลทุ่งเศรษฐี ศิลปะสุโขทัยยุคต้น สร้างขึ้นในรัชสมัยพระมหาธรรมราชาลิไท รัชกาลที่ 5 ในราชวงศ์พระร่วงแห่งกรุงสุโขทัย ในศิลาจารึกได้พรรณนาถึงพระเกียรติคุณของพระมหากษัตริย์พระองค์นี้ไว้มากมาย เป็นผู้ให้กำเนิดไว้ เมื่อ พ.ศ.1900 ประมาณ 700 กว่าปีมาแล้ว พบครั้งแรกที่กรุวัดพระบรมธาตุ เมื่อพ.ศ. 2392 ต่อมายังพบที่กรุวัดพิกุลอีก เมื่อพ.ศ. 2470 และนานๆครั้งก็พบที่กรุเจดีย์กลางทุ่งเพียงองค์สององค์เท่านั้น พระลีลากำแพงพลูจีบ มีสร้างไว้ทั้งชนิดเนื้อว่าน เนื้อดิน เนื้อชิน ที่นิยมกันมากคือเนื้อดิน มีทั้งชนิดสีแดง เหลือง เขียวและดำ พระกำแพงพลูจีบแตกกรุจากลานทุ่งเศรษฐี มีจำนวนน้อยมาก คือจำนวน 1 องค์ต่อ 1,000 องค์ของพระเครื่องที่แตกจากกรุ

มวลสารใช้สร้าง
1.ความละเอียด เนื้อละเอียดมาก นอกจากพระรอดแล้วต้องนับว่า เนื้อพระเครื่องกำแพงทุ่งเศรษฐี มีความละเอียดของเนื้อสูงกว่าพระเครื่องกรุอื่นนอกทุ่งทั้งหลาย
2.ความนุ่ม เนื้อพระมีความนุ่มสูงสุดในบรรดาพระเครื่อง
3.ความแกร่งมีน้อย
4.ความหนึก มีความหนึกสูงสุด
5.ความฉ่ำ เนื้อมีความฉ่ำยิ่งกว่าพระเครื่องทั้งหลาย เป็นเนื้อที่เกิดเงาสว่าง งดงามถึงขนาดสดใส ไม่หมองมัว
6.ความซึ้งมีมากกว่าพระดินเผาด้วยกัน
7.ว่านดอกมะขามมีบางตา
8.คราบน้ำหมากมีปรากฏเป็นบางองค์
9.ขี้กรุ เป็นผงดินละเอียดสีเทานวล

พระพุทธคุณ ดีเด่นในด้านเมตตามหานิยม มีอำนาจและโชคลาภอย่างหาที่เปรียบมิได้



พระลีลา องค์อื่นๆ






วันจันทร์ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2560

พระกำแพงลีลาเม็ดขนุน เนื้อดินสีดำ พิมพ์ใหญ่ กรุเจดีย์กลางทุ่ง ลานทุ่งเศรษฐี กำแพงเพชร

 

พุทธลักษณะและพิมพ์

1.องค์พระประทับยืนในท่าเยื้องย่างหรือลีลาไปทางด้านซ้าย บนฐานบัวหน้ากระดานชั้นเดียว มีกลีบเรียงรายตลอดฐาน ที่จดขอบซุ้มเส้นโค้งยอดมนแหลม

2.พระพักตร์หันตั้งตรง พระรัศมีเกศมาลาสั้นแหลมรูปกรวย มีปล้องดุจกำไลรัดระหว่างขอบพระรัศมีมาลากับพระเมาลี

3.บนพระเศียรเป็นเม็ดพระเกศากลมอย่างพระบูชา รายละเอียดในวงพระพักตร์ไม่ปรากฏเด่นชัดเท่าที่ควร คงเห็นแต่พระเนตร พระนาสิก และพระโอษฐ์รางๆ

4.พระกรรณทั้งสอง เห็นเส้นคมขดคล้ายหูคน ปลายพระกรรณที่ยาวแนบข้างพระปรางลงมาจรดพระศอ

5.พระอังสาและพระอุระกว้างใหญ่นูนหนาสวยงามได้ส่วน เรียวคอดเข้าหาพระนาภี ทำเป็นลอนต่ำกว่าลอยพระถันขวา ที่เนินพระถันซ้าย มีพระหัตถ์ซ้ายวางและกรีดพระดรรชนีเป็นวงกับพระอังคุฐ(แบบศิลปะอินเดีย)ปิดอยู่ เหนือพระหัตถ์มีเส้นพระสังฆาฏิ ที่ทำเป็นเส้นคู่พาดไว้ เช่นเดียวกับเส้นขอบพระจีวรที่พาดรัดพระถันขวาไว้ เสมือนวกเข้าไปถึงพระปฤษฎางค์

6.ใต้พระหัตถ์และข้อพระกรซ้ายทำเป็นเส้นพระสังฆาฏิและพระจีวรที่ปล่อยชายเป็นริ้ว อ่อนช้อยลงสู่เบื้องล่าง ช่วงพระนาภีทำเป็นเส้นคู่คดโค้งขนานแสดงขอบพระสบง พระโสณีนูนผายและเรียวถึงพระชานุ ที่ทำเป็นปมให้เห็นด้วย

7.พระชงฆ์ขวาทอดยาวออกไปทางด้านหลังทำมุมพองามกับพระบาทที่นูนหนาจนเห็นหลังพระบาท พระอังคุฐและพระดรรชนีบางส่วนด้วย

8.พระเพลาซ้ายเรียวกลมถึงพระบาทที่ยกปลายพระดรรชนีงอนขึ้นสู่เบื้องบน พระกรขวาก
ลมเรียวทอดลงข้ามลำพระองค์ ปลายพระดรรชนีเรียวจากหลังพระหัตถ์และแสดงพระดรรชนีอื่นไว้ด้วย พระอังคุฐกางออกยาวขนานไปกับพระเพลา

9.ชายพระสบงและพระจีวรด้านล่าง ทำเป็นเส้นคมเสมือนแบนบางกลมแนบพระองค์ จนเห็นพระสรีระทุกช่วงตอน

10.พระพิมพ์ เป็นประติมากรรมนูนต่ำ ประดิษฐานภายในกรอบซุ้มเส้นโค้งยอดแหลม มีกรอบนอกอีกชั้นหนึ่ง ดูเสมือนเนื้อล้นพิมพ์ ด้านหลังอมนูน มีรอยลายมือกดพิมพ์

ยุคสมัย ศิลปะและผู้สร้าง พระกำแพงลีลาเม็ดขนุน เป็นพระเครื่องกรุทุ่งเศรษฐี ศิลปะสุโขทัยยุคต้น พุทธศตวรรษที่19 อายุถึงปัจจุบันราว 650 ปี พบครั้งแรกจากรุวัดพระบรมธาตุเมื่อพ.ศ. 2392 โดยพระมหาธรรมราชาลิไท พระมหากษัตริย์กรุงสุโขทัย รัชกาลที่ 5 เป็นผู้ให้กำเนิดไว้เมื่อพ.ศ.1900 ต่อมาพ.ศ.2470 ก็มีผู้พบพระเม็ดขนุนที่กรุวัดพิกุล และกรุพระเจดีย์กลางทุ่งฯอีก จนถึงพ.ศ.2505 ก็พบอีกที่กรุวัดอาวาสน้อยกับกรุวัดป่ามืดด้วยจำนวนเพียง 50 องค์เท่านั้น พระสกุลนี้เป็นพระเครื่องทุ่งเศรษฐีชั้นนำ ยอดหายาก และมีค่านิยมมากสูงเช่นเดียวกับพระกำแพงซุ้มกอ พระกำแพงเม็ดขนุนนี้มีสร้างไว้ทั้งชนิดเนื้อดินผสมผง มีสี่สี คือ แดง เหลือง เขียวและดำ  มีทั้งพิมพ์ใหญ่และพิมพ์เล็ก รวมทั้งเนื้อว่านประประกบหน้าทอง นาค และเงิน ตลอดจนเนื้อชินด้วย

มวลสารในการสร้าง เนื้อดินดิบกรองละเอียด ไม่มีแร่กรวด ส่วนผสมมีผงว่านและแร่ดอกมะขามเป็นหลัก สร้างเป็นพระพิมพ์
เนื้อดินสีดำ เผาด้วยอุณหภูมิ 475 – 650 องศาเซลเซียส ไฟอ่อนเพียงให้ดินเผาหลอมรวมกัน เนื้อว่านไม่ถูกเผาเป็นขี้เถ้าจนหมด ได้ดินเผาสีดำไม่สนิทนัก เนื้อละเอียดนุ่ม ขี้กรุเป็นดินละเอียดสีเทานวล เคลือบติดแน่นบนผิว
พิมพ์ใหญ่ ขนาดกว้าง 1.6 ซม. สูง 4 ซม. หนา 10 มม.

พระพุทธคุณ ให้โชคลาภ คงกระพันชาตรีและแคล้วคลาด จากภัยพิบัติทั้งปวง เป็นพระเครื่องส่งเสริมความก้าวหน้า ชนะอุปสรรคทั้งปวง เป็นลักษณะหนึ่งของความสำเร็จ ในการสร้างฐานะ เปรียบประดุจท่วงท่าก้าวย่าง ดำเนินไปข้างหน้าขององค์พระปฏิมา



พระลีลา องค์อื่นๆ






พระกำแพงลีลาเม็ดขนุน เนื้อดินสีแดง พิมพ์ใหญ่ กรุวัดพิกุล ลานทุ่งเศรษฐี กำแพงเพชร

 

พุทธลักษณะและพิมพ์

1.องค์พระประทับยืนในท่าเยื้องย่างหรือลีลาไปทางด้านซ้าย บนฐานบัวหน้ากระดานชั้นเดียว มีกลีบเรียงรายตลอดฐาน ที่จดขอบซุ้มเส้นโค้งยอดมนแหลม

2.พระพักตร์หันตั้งตรง พระรัศมีเกศมาลาสั้นแหลมรูปกรวย มีปล้องดุจกำไลรัดระหว่างขอบพระรัศมีมาลากับพระเมาลี

3.บนพระเศียรเป็นเม็ดพระเกศากลมอย่างพระบูชา รายละเอียดในวงพระพักตร์ไม่ปรากฏเด่นชัดเท่าที่ควร คงเห็นแต่พระเนตร พระนาสิก และพระโอษฐ์รางๆ

4.พระกรรณทั้งสอง เห็นเส้นคมขดคล้ายหูคน ปลายพระกรรณที่ยาวแนบข้างพระปรางลงมาจรดพระศอ

5.พระอังสาและพระอุระกว้างใหญ่นูนหนาสวยงามได้ส่วน เรียวคอดเข้าหาพระนาภี ทำเป็นลอนต่ำกว่าลอยพระถันขวา ที่เนินพระถันซ้าย มีพระหัตถ์ซ้ายวางและกรีดพระดรรชนีเป็นวงกับพระอังคุฐ(แบบศิลปะอินเดีย)ปิดอยู่ เหนือพระหัตถ์มีเส้นพระสังฆาฏิ ที่ทำเป็นเส้นคู่พาดไว้ เช่นเดียวกับเส้นขอบพระจีวรที่พาดรัดพระถันขวาไว้ เสมือนวกเข้าไปถึงพระปฤษฎางค์

6.ใต้พระหัตถ์และข้อพระกรซ้ายทำเป็นเส้นพระสังฆาฏิและพระจีวรที่ปล่อยชายเป็นริ้ว อ่อนช้อยลงสู่เบื้องล่าง ช่วงพระนาภีทำเป็นเส้นคู่คดโค้งขนานแสดงขอบพระสบง พระโสณีนูนผายและเรียวถึงพระชานุ ที่ทำเป็นปมให้เห็นด้วย

7.พระชงฆ์ขวาทอดยาวออกไปทางด้านหลังทำมุมพองามกับพระบาทที่นูนหนาจนเห็นหลังพระบาท พระอังคุฐและพระดรรชนีบางส่วนด้วย

8.พระเพลาซ้ายเรียวกลมถึงพระบาทที่ยกปลายพระดรรชนีงอนขึ้นสู่เบื้องบน พระกรขวากลมเรียวทอดลงข้ามลำพระองค์ ปลายพระดรรชนีเรียวจากหลังพระหัตถ์และแสดงพระดรรชนีอื่นไว้ด้วย พระอังคุฐกางออกยาวขนานไปกับพระเพลา

9.ชายพระสบงและพระจีวรด้านล่าง ทำเป็นเส้นคมเสมือนแบนบางกลมแนบพระองค์ จนเห็นพระสรีระทุกช่วงตอน

10.พระพิมพ์ เป็นประติมากรรมนูนต่ำ ประดิษฐานภายในกรอบซุ้มเส้นโค้งยอดแหลม มีกรอบนอกอีกชั้นหนึ่ง ดูเสมือนเนื้อล้นพิมพ์ ด้านหลังอมนูน มีรอยลายมือกดพิมพ์

ยุคสมัย ศิลปะและผู้สร้าง พระกำแพงลีลาเม็ดขนุน เป็นพระเครื่องกรุทุ่งเศรษฐี ศิลปะสุโขทัยยุคต้น พุทธศตวรรษที่19 อายุถึงปัจจุบันราว 650 ปี พบครั้งแรกจากรุวัดพระบรมธาตุเมื่อพ.ศ. 2392 โดยพระมหาธรรมราชาลิไท พระมหากษัตริย์กรุงสุโขทัย รัชกาลที่ 5 เป็นผู้ให้กำเนิดไว้เมื่อพ.ศ.1900 ต่อมาพ.ศ.2470 ก็มีผู้พบพระเม็ดขนุนที่กรุวัดพิกุล และกรุพระเจดีย์กลางทุ่งฯอีก จนถึงพ.ศ.2505 ก็พบอีกที่กรุวัดอาวาสน้อยกับกรุวัดป่ามืดด้วยจำนวนเพียง 50 องค์เท่านั้น พระสกุลนี้เป็นพระเครื่องทุ่งเศรษฐีชั้นนำ ยอดหายาก และมีค่านิยมมากสูงเช่นเดียวกับพระกำแพงซุ้มกอ พระกำแพงเม็ดขนุนนี้มีสร้างไว้ทั้งชนิดเนื้อดินผสมผง มีสี่สี คือ แดง เหลือง เขียวและดำ  มีทั้งพิมพ์ใหญ่และพิมพ์เล็ก รวมทั้งเนื้อว่านประประกบหน้าทอง นาค และเงิน ตลอดจนเนื้อชินด้วย

มวลสารในการสร้าง เนื้อดินดิบกรองละเอียด ไม่มีแร่กรวด ส่วนผสมมีผงว่านและแร่ดอกมะขามเป็นหลัก สร้างเป็นพระพิมพ์
เนื้อดินสีแดง เผาด้วยอุณหภูมิ 650 – 750 องศาเซลเซียส ได้พระดินเผา เนื้อแน่นแข็งแกร่ง มีจุดสีแดงเข้มของแร่ดอกมะขามกระจายอยู่ในเนื้อ จัดว่าพระพิมพ์นี้เนื้อละเอียดยิ่ง หรือจดมาก น้ำซึมเข้าเนื้อได้ยากเทียบเท่ากับเนื้อพระรอดลำพูน ขี้กรุเป็นผงดินละเอียดสีเทานวลติดแน่นบนผิว
พิมพ์ใหญ่ ขนาดกว้าง 1.6 ซม. สูง 4 ซม. หนา 7 มม.

พระพุทธคุณ ให้โชคลาภ คงกระพันชาตรีและแคล้วคลาด จากภัยพิบัติทั้งปวง เป็นพระเครื่องส่งเสริมความก้าวหน้า ชนะอุปสรรคทั้งปวง เป็นลักษณะหนึ่งของความสำเร็จ ในการสร้างฐานะ เปรียบประดุจท่วงท่าก้าวย่าง ดำเนินไปข้างหน้าขององค์พระปฏิมา


พระลีลา องค์อื่นๆ






พระกำแพงลีลาเม็ดขนุน เนื้อดินสีแดง พิมพ์เล็ก กรุวัดพระบรมธาตุ ลานทุ่งเศรษฐี กำแพงเพชร

 


พุทธลักษณะและพิมพ์

1.องค์พระประทับยืนในท่าเยื้องย่างหรือลีลาไปทางด้านซ้าย บนฐานบัวหน้ากระดานชั้นเดียว มีกลีบเรียงรายตลอดฐาน ที่จดขอบซุ้มเส้นโค้งยอดมนแหลม

2.พระพักตร์หันตั้งตรง พระรัศมีเกศมาลาสั้นแหลมรูปกรวย มีปล้องดุจกำไลรัดระหว่างขอบพระรัศมีมาลากับพระเมาลี

3.บนพระเศียรเป็นเม็ดพระเกศากลมอย่างพระบูชา รายละเอียดในวงพระพักตร์ไม่ปรากฏเด่นชัดเท่าที่ควร คงเห็นแต่พระเนตร พระนาสิก และพระโอษฐ์รางๆ

4.พระกรรณทั้งสอง เห็นเส้นคมขดคล้ายหูคน ปลายพระกรรณที่ยาวแนบข้างพระปรางลงมาจรดพระศอ

5.พระอังสาและพระอุระกว้างใหญ่นูนหนาสวยงามได้ส่วน เรียวคอดเข้าหาพระนาภี ทำเป็นลอนต่ำกว่าลอยพระถันขวา ที่เนินพระถันซ้าย มีพระหัตถ์ซ้ายวางและกรีดพระดรรชนีเป็นวงกับพระอังคุฐ(แบบศิลปะอินเดีย)ปิดอยู่ เหนือพระหัตถ์มีเส้นพระสังฆาฏิ ที่ทำเป็นเส้นคู่พาดไว้ เช่นเดียวกับเส้นขอบพระจีวรที่พาดรัดพระถันขวาไว้ เสมือนวกเข้าไปถึงพระปฤษฎางค์

6.ใต้พระหัตถ์และข้อพระกรซ้ายทำเป็นเส้นพระสังฆาฏิและพระจีวรที่ปล่อยชายเป็นริ้ว อ่อนช้อยลงสู่เบื้องล่าง ช่วงพระนาภีทำเป็นเส้นคู่คดโค้งขนานแสดงขอบพระสบง พระโสณีนูนผายและเรียวถึงพระชานุ ที่ทำเป็นปมให้เห็นด้วย

7.พระชงฆ์ขวาทอดยาวออกไปทางด้านหลังทำมุมพองามกับพระบาทที่นูนหนาจนเห็นหลังพระบาท พระอังคุฐและพระดรรชนีบางส่วนด้วย

8.พระเพลาซ้ายเรียวกลมถึงพระบาทที่ยกปลายพระดรรชนีงอนขึ้นสู่เบื้องบน พระกรขวากลมเรียวทอดลงข้ามลำพระองค์ ปลายพระดรรชนีเรียวจากหลังพระหัตถ์และแสดงพระดรรชนีอื่นไว้ด้วย พระอังคุฐกางออกยาวขนานไปกับพระเพลา

9.ชายพระสบงและพระจีวรด้านล่าง ทำเป็นเส้นคมเสมือนแบนบางกลมแนบพระองค์ จนเห็นพระสรีระทุกช่วงตอน

10.พระพิมพ์ เป็นประติมากรรมนูนต่ำ ประดิษฐานภายในกรอบซุ้มเส้นโค้งยอดแหลม มีกรอบนอกอีกชั้นหนึ่ง ดูเสมือนเนื้อล้นพิมพ์ ด้านหลังอมนูน มีรอยลายมือกดพิมพ์

ยุคสมัย ศิลปะและผู้สร้าง พระกำแพงลีลาเม็ดขนุน เป็นพระเครื่องกรุทุ่งเศรษฐี ศิลปะสุโขทัยยุคต้น พุทธศตวรรษที่19 อายุถึงปัจจุบันราว 650 ปี พบครั้งแรกจากรุวัดพระบรมธาตุเมื่อพ.ศ. 2392 โดยพระมหาธรรมราชาลิไท พระมหากษัตริย์กรุงสุโขทัย รัชกาลที่ 5 เป็นผู้ให้กำเนิดไว้เมื่อพ.ศ.1900 ต่อมาพ.ศ.2470 ก็มีผู้พบพระเม็ดขนุนที่กรุวัดพิกุล และกรุพระเจดีย์กลางทุ่งฯอีก จนถึงพ.ศ.2505 ก็พบอีกที่กรุวัดอาวาสน้อยกับกรุวัดป่ามืดด้วยจำนวนเพียง 50 องค์เท่านั้น พระสกุลนี้เป็นพระเครื่องทุ่งเศรษฐีชั้นนำ ยอดหายาก และมีค่านิยมมากสูงเช่นเดียวกับพระกำแพงซุ้มกอ พระกำแพงเม็ดขนุนนี้มีสร้างไว้ทั้งชนิดเนื้อดินผสมผง มีสี่สี คือ แดง เหลือง เขียวและดำ  มีทั้งพิมพ์ใหญ่และพิมพ์เล็ก รวมทั้งเนื้อว่านประประกบหน้าทอง นาค และเงิน ตลอดจนเนื้อชินด้วย

มวลสารในการสร้าง เนื้อดินดิบกรองละเอียด ไม่มีแร่กรวด ส่วนผสมมีผงว่านและแร่ดอกมะขามเป็นหลัก สร้างเป็นพระพิมพ์
เนื้อดินสีแดง เผาด้วยอุณหภูมิ 650 – 750 องศาเซลเซียส ได้พระดินเผา เนื้อแน่นแข็งแกร่ง มีจุดสีแดงเข้มของแร่ดอกมะขามกระจายอยู่ในเนื้อ จัดว่าพระพิมพ์นี้เนื้อละเอียดยิ่ง หรือจดมาก น้ำซึมเข้าเนื้อได้ยากเทียบเท่ากับเนื้อพระรอดลำพูน ขี้กรุเป็นผงดินละเอียดสีเทานวลติดแน่นบนผิว
พิมพ์เล็ก ขนาดกว้าง 1.2 ซม.สูง 3.5 ซม. หนา 5 ซม.

พระพุทธคุณ ให้โชคลาภ คงกระพันชาตรีและแคล้วคลาด จากภัยพิบัติทั้งปวง เป็นพระเครื่องส่งเสริมความก้าวหน้า ชนะอุปสรรคทั้งปวง เป็นลักษณะหนึ่งของความสำเร็จ ในการสร้างฐานะ เปรียบประดุจท่วงท่าก้าวย่าง ดำเนินไปข้างหน้าขององค์พระปฏิมา



พระลีลา องค์อื่นๆ