เป็นเหรียญพระราชทานจากพระหัตถ์ของสมเด็จย่า พระราชทาน
ณ โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน อำเภอบุณฑริก จังหวัดอุบลราชธานี
ด้านหลังมีพระปรมาภิไธย ย่อ “ส.ว.”
วันจันทร์ที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2559
วันเสาร์ที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2559
พระขุนแผน พิมพ์อกใหญ่ กรุวัดบ้านกร่าง สุพรรณบุรี
พระขุนแผน พิมพ์อกใหญ่ กรุวัดบ้านกร่าง สุพรรณบุรี มีรูปทรงห้าเหลี่ยม องค์พระประธานประทับนั่ง ปางมารวิชัย ภายในซุ้มเรือนแก้ว พระเกศทะลุซุ้ม
พระขุนแผน (ทุกกรุ) พิมพ์อื่นๆ
พระกริ่งวัดบวรฯ สมเด็จพระญาณสังวรฯ รุ่นมหามงคลเจริญสุข ปี 2530
พระกริ่งใหญ่หล่อโบราณดินไทย
รุ่นมหามงคลเจริญสุข สมเด็จพระญาณสังวรฯ
วัดบวรนิเวศวิหาร ปี 2530 เนื้อสามกษัตริย์ ก้น ตอก จปร
วันเสาร์ที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2559
พระนาดูนปฐมเทศนา(นั่งเมือง) พิมพ์เล็ก กรุนาดูน มหาสารคาม
พุทธลักษณะ ปางปฐมเทศนา(นั่งเมือง)
องค์พระประทับนั่งบนพระแท่น ห้อยพระบาทชันพระชานุ(เข่า)ขึ้น พระวรกายตั้งตรง
พระเศียร(ศีรษะ)กลม มีประภามณฑลเป็นวงกลมรอบพระเศียร ภายในเป็นเม็ดไข่ปลา พระเกศา(เส้นผม)เรียบ
พระเมาลี(มวยผม)เป็นต่อมสั้น พระพักตร์(หน้า)รูปไข่ ไม่ปรากฏพระขนง(คิ้ว)
พระเนตร(ตา) พระนาสิก(จมูก) และพระโอษฐ์(ปาก)รางๆ พระกรรณ(หู) พระศอแคบ
ครองจีวรห่มคลุม พระพาหา(ต้นแขน)ทั้งสองข้างทอดลงขนานลำพระองค์ พระกร(แขน)ขวายกขึ้น
พระหัตถ์(มือ)แบออก จีบพระดรรชนี(นิ้ว)แนบพระอุระ(อก) ในลักษณะปฐมเทศนา พระหัตถ์ซ้ายชำรุดขาดหายไปประทับบนพระแท่น
ห้อยพระบาทประทับบนแท่นฐานดอกบัวกลมใหญ่ ด้านหลังองค์พระเป็นปราสาทสองชั้น
ทั้งชั้นล่างและชั้นบนมีหลังคาคลุมหน้าจั่วประดับด้วยช่อฟ้า
เหนือประภามณฑลขึ้นไปเป็นปรกกิ่งและใบพฤกษา ปลายยอดโค้งลง
ทั้งหมดรวมอยู่ในกรอบรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า
ด้านหลังผิวเรียบ
ใช้ของมีคมตัดขอบจากด้านหน้าไปหลัง
1.วัสดุที่ใช้สร้าง ส่วนผสมประกอบด้วย
ดินเหนียว กรวดทราย ศิลาแลง แกลบข้าว น้ำอ้อยน้ำผึ้งเคี่ยวเหนียว
ผสมโขลกตำเข้าด้วยกัน เหนียวเป็นเนื้อเดียว ปั้นเป็นก้อนกดพิมพ์แบบ ผึ่งให้แห้ง
เผาไฟอุณหภูมิ 750 องศาเซลเซียส ได้พระพิมพ์ดินเผาเนื้อสีแดง ผิวเรียบแข็งแกร่ง
มีคราบไคลขี้กรุเป็นผงหินปูน ผสมกับผงสีเทาเคลือบหนาบนผิวพระพิมพ์ด้านหน้า
ขนาด ฐานกว้าง 2 ซม. สูง 3.5 ซม. หนา 6 มม.
2.ยุคสมัย ศิลปะและผู้สร้าง
เป็นพระพิมพ์ดินเผา สมัยทวาราวดีตอนปลาย พุทธศตวรรษที่ 14-15 อายุประมาณ 1,200 ปี
พุทธปฏิมากรรมเป็นศิลปะทวาราวดีผสมศิลปะปาละของอินเดียเข้าด้วยกัน ตามคติหินยานที่แผ่เข้ามาพร้อมกับอารยธรรมของอินเดียรวมทั้งพระพิมพ์ด้วย
พระพิมพ์มีศิลปะและลวดลายวิจิตรอลังการอย่างยิ่ง เชื่อกันว่าเป็นฝีมือช่างหลวง
จากอักษรที่ปรากฏบนแผ่นพระพิมพ์ดินเผาบางองค์
คำจารึกส่วนใหญ่กล่าวว่าสร้างขึ้นเพื่อกุศลผลบุญโดย “พระเจ้ากะละมาแตง”
กษัตริย์ปกครองอาณาจักรนครจำปาศรีโบราณ ปัจจุบันคืออำเภอนาดูน จังหวัดมหาสารคาม
พุทธคุณ
ทางด้านแคล้วคลาดสูงมาก
พระปฐมเทศนาปาละทวาราวดี กรุพงตึก กาญจนบุรี
ด้านหลังผิวเรียบเป็นคลื่นเล็กน้อยอูมนูนตรงกลาง
ตกแต่งลาดลงขอบกรอบข้างโดยรอบ
1.วัสดุที่ใช้สร้าง ส่วนผสมประกอบด้วย
ดินเหนียว กรวดทราย ผงศิลาแรง บดกรองละเอียด น้ำอ้อยน้ำผึ้งเคี่ยวเหนียว
ผสมโขลกตำเข้ากันเหนียวเป็นเนื้อเดียว ปั้นเป็นก้อน กดพิมพ์แบบ ผึ่งให้แห้ง
เผาไฟอุณหภูมิ 750 องศาเซลเซียส ได้พระพิมพ์ดินเผาเนื้อสีแดง ผิวเรียบ แข็งแกร่ง
มีคราบไคลขี้กรุเป็นผงดินสีเทาดำเคลือบติดแน่นบนผิว
ทำให้ผิวสีแดงกลายเป็นสีน้ำตาลอมดำทั้งองค์พระ
ขนาด ส่วนกว้างที่สุด 5 ซม. สูง 7.5 ซม.
2.ยุคสมัย ศิลปะและผู้สร้าง
เป็นพระพิมพ์ดินเผาสมัยทวาราวดียุคต้น พุทธศตวรรษที่ 11 อายุ 1500 ปี พุทธปฏิมากรรมเป็นศิลปะทวาราวดีร่วมสมัยกับศิลปะปาละของอินเดีย
ตามคติพุทธศาสนาเถรวาทที่แผ่เข้ามาตั้งแต่สมัยพระเจ้าอโศกมหาราช
พระพิมพ์นี้สร้างโดยชาวพื้นเมือง ที่ใช้อักขระและภาษามอญในการสื่อสารโดยทั่วไป
ครอบคลุมพื้นที่สุวรรณภูมิ บรรจุกรุไว้สืบต่อพระพุทธศาสนาเป็นอุเทสิกเจดีย์ เช่น
พบที่ กรุพงตึก จังหวัดกาญจนบุรีในปัจจุบัน
พุทธคุณ
แคล้วคลาด, คงกระพัน,มหาอุด
พระพิมพ์ปรกโพธิ์ซุ้มชินราช กรุท่าเรือ (วัดหัวมีนา) ตำบลท่าเรือ นครศรีธรรมราช
พุทธลักษณะ ปางสมาธิองค์พระประทับนั่งขัดสมาธิราบ
บนรัตนบัลลังก์ฐานบัวหงายบัวคว่ำ ภายในซุ้มชินรา ส่วนบนยอดซุ้มเป็นปรกโพธิ์
องค์พระมีพระวรกายสมบูรณ์สมสัดส่วน พระเศียร(ศีรษะ)กลม พระเกศา(เส้นผม)เรียบ
พระเมาลี(มวยผม)กลมแบน พระเกศ(ยอดผม)รูปดอกบัวตูมยอดแหลม พระพักตร์(หน้า)รูปไข่ ไม่ปรากฏพระขนง(คิ้ว)
พระเนตร(ตา) พระนาสิก(จมูก) และพระโอษฐ์(ปาก) พระกรรณ(หู)ยาวจรดพระอังสา(บ่า)
ครองจีวรแนบเนื้อห่มเฉียง สังฆาฏิพาดยาวจรดพระนาภี(สะดือ ) พระพาหา(ต้นแขน)ทั้งสองข้างทอดลงขนานขนานลำพระองค์
หักพระกัประ(ข้อศอก)เข้าใน พระหัตถ์(มือ)ขวาวางหงายบนพระหัตถ์ซ้ายลักษณะทรงสมาธิ
พระชงฆ์(แข้ง)ทั้งสองพับเข้าใน พระบาท(เท้า)ขวาวางหงายบนพระชงฆ์ซ้าย ในลักษณะขัดสมาธิราบ
ทั้งหมดอยู่ภายในกรอบสี่เหลี่ยมผืนผ้ายอดโค้งครึ่งวงกลม
ด้านหลังผิวเรียบ กดทับให้แบนด้วยแผ่นไม้ มีรอยเสี้ยนไม้เป็นยาวรางๆ
1.วัสดุที่ใช้สร้าง ส่วนผสมประกอบด้วย
ดินเหนียว มีกรวดทรายเล็กน้อย และแร่ดอกมะขามผสมเข้าด้วยกัน บดกรองละเอียด
น้ำอ้อยน้ำผึ้งเคี่ยวเหนียว ผสมโขลกตำเข้ากันเหนียวเป็นเนื้อเดียว ปั้นเป็นก้อน
กดพิมพ์แบบ ผึ่งให้แห้ง เผาไฟอุณหภูมิ 750 องศาเซลเซียส
ได้พระพิมพ์ดินเผาเนื้อสีแดง นุ่ม ผิวเรียบ แข็งแกร่ง มีคราบไคลขี้กรุเป็นผงดินโคลนละเอียดสีเทาเคลือบติดผิวทั้งหน้าหลัง
ทำให้ผิวสีแดงเป็นสีน้ำตาล มีเม็ดแร่กรวดทรายผุดขึ้นบนผิวบ้างประปราย
ขนาดฐานกว้าง 3 ซม. สูง 5.5 ซม. หนา 6-8 ซม.
2.ยุคสมัยศิลปะและผู้สร้าง
เป็นพระพิมพ์ดินเผาสมัยสุโขทัยตอนปลาย หลังพ.ศ.1900 อายุประมาณ 600 ปีเศษ พุทธประติมากรรมเป็นศิลปะสุโขทัย
สร้างล้อพระพุทธชินราช นับเป็นฝีมือช่างเมืองนครศรีธรรมราชให้จินตนาการไว้
สร้างเป็นพระพิมพ์นูนต่ำ มีความคม ลึก ชัดเจนได้งดงามมากทีเดียว
บรรจุไว้ในกรุโอ่งวัดหัวมีนา ตำบลท่าเรือ จังหวัดนครศรีธรรมราช ต่อมาเป็นวัดร้าง
มีการขุดพบเมื่อปลายปีพ.ศ.2486 โดยพบกรุอยู่ข้างทาง มีพระพิมพ์อยู่เต็มโอ่ง ต่อมาพระพิมพ์ดังกล่าวนี้
เรียกกันว่า “พระกรุท่าเรือ” จัดเป็นพระเครื่องชั้นนำของภาคใต้
พุทธคุณ
มหานิยม, แคล้วคลาดและเป็นพระหมอ ฝนทาหรืออาราธนาทำน้ำมนต์รักษาโรคได้อีกทางหนึ่งด้วย
วันศุกร์ที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2559
น้อมเกล้าส่งเสด็จสู่สวรรคาลัย
น้อมเกล้ารำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณร่วมถวายอาลัยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลเดช ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อมขอเดชะ
ข้าพระพุทธเจ้าพันตำรวจโทเขียว บารมี ข้าราชการบำนาญ ผู้อำนวยการฝึกลูกเสือชาวบ้านในพระบรมราชานุเคราะห์
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)














