วันอาทิตย์ที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2559

พระซุ้มกระรอกกระแต กรุเขาพนมเพลิง อำเภอสวรรคโลก สุโขทัย

 

พระพิมพ์ซุ้มกระรอกกระแต เป็นพระพิมพ์แบบหนึ่งของพระตรีกาย โดยมีพระพุทธ 3 องค์รวมอยู่ในพระพิมพ์องค์เดียวกัน องค์กลางคือกายพระพุทธเจ้าหนึ่ง ด้านข้างสององค์ได้แก่พระธรรมกายคือคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าหนึ่ง และกายมนุษย์ที่มีการเกิดแก่เจ็บตายอีกหนึ่ง

พุทธลักษณะ พระพุทธองค์กลาง ปางมารวิชัย ประทับนั่งขัดสมาธิเพชร อง๕พระมีพระวรกายเรียวยาวสมส่วน ทรงเครื่องราชาภรณ์ พระเศียร(ศีรษะ)กลมสวมเทริดรูปกลีบบัว พระเมาลี(มวยผม)(มวยผม)กลมแบน พระเกศ(ยอดผม)เป็นต่อมสั้นรูปดอกบัวตูม พระพักตร์(หน้า)รูปไข่ ปรากฏพระขนง(คิ้ว) พระเนตร(ตา) พระนาสิก(จมูก) พระโอษฐ์(ปาก)รางๆ พระกรรณ(หู)ยาว สวมสังวาลเหนือพระอุระ(อก) ครองจีวรแนบเนื้อห่มเฉียง สังฆาฏิยาวพาดถึงพระนาภี(สะดือ) พระพาหา(แขน)ทั้งสองข้างทอดลงขนานลำพระองค์ต้นพระพาหา(แขน)สวมพาหุรัด(กำไลรัดต้นแขน) พระหัตถ์(มือ)ขวาวางคว่ำบนพระชานุ(เข่า)ลักษณะเข่านอก พระหัตถ์(มือ)ซ้ายวางหงายบนพระเพลา(ตัก) พระชงฆ์(แข้ง)ขวาพับเข้าใน พระชงฆ์(แข้ง)ซ้ายพับเข้าใน สอดใต้พระชงฆ์(แข้ง)ขวาในลักษณะขัดสมาธิเพชร องค์พระประทับนั่งบนรัตนบัลลังก์ทรงสูง ฐานกลีบบัวคว่ำและบัวหงายสองชั้นภายในซุ้มเรือนแก้วเสายกสูง ซุ้มประภามณฑลเป็นอุโมงค์รูปกลีบบัวตามลักษณะพระเศียร(ศีรษะ) เป็นเส้นขนานกันสามเส้น ปลายล่างเป็นหัวกนกวางบนหัวเสา ส่วนบนยอดซุ้มมีพุ่มพฤกษาปรกโพธิ์มีทั้งกิ่งและใบ ด้านขวาและซ้ายมีกระรอกและกระแตจับอยู่บนกิ่งข้างละหนึ่งตัว
ด้านขวาและซ้ายพระองค์กลาง มีพระพุทธยืนสององค์ขนาดเล็กเป็นครึ่งหนึ่งขององค์กลาง ปางสมาธิ ประทับนั่งขัดสมาธิเพชรภายในซุ้มเรือนแก้ว บนฐานบัวขีดสามชั้นรองรับด้วยฐานรูปพาน องค์พระทรงเครื่องราชาภรณ์ พุทธลักษณะเช่นเดียวกับองค์กลาง ทั้งหมดรวมอยู่ในกรอบเส้นนูนแบนสองเส้นขนานกันรูปกลีบบัวขยักเว้าเข้าในบริเวณยอดซุ้มพระพุทธองค์เล็ก
ด้านหลังพระพิมพ์เรียบแบนอมนูนตรงกลางเล็กน้อย แต่งขอบเอียงบาดบรรจบขอบแม่พิมพ์ด้านหน้าได้พอดี ไม่มีการตัดขอบ

1.วัสดุที่ใช้สร้าง ส่วนผสมประกอบด้วย ดินเหนียว กรวดทราย ผงศิลาแลง บดกรองละเอียด น้ำอ้อยน้ำผึ้งเคี่ยวเหนียวเป็นเนื้อเดียว ปั้นเป็นก้อน กดพิมพ์แบบ ตากแห้ง เผาไฟอุณหภูมิ 1,000 องศาเซลเซียส ได้พระพิมพ์ดินเผาสีแดงส้ม ผิวเรียบ เนื้อหยาบเล็กน้อย แข็งแกร่ง มีกรวดทรายผุดขึ้นบนผิวด้านหลัง มีคราบไคลขี้กรุเป็นราดำบางๆเคลือบติดผิวชั้นล่างเป็นหย่อมๆ ชั้นบนปกคลุมด้วยผงดินละเอียดสีเทา ติดตามซอกลึกผิวด้านหน้า
ขนาด กว้างฐาน 6 ซม. สูง 8 ซม. หนา 4 ซม.

2.ยุคสมัย ศิลปะและผู้สร้าง เป็นพระพิมพ์ดินเผาสมัยลพบุรีตอนกลาง พุทธศตวรรษที่ 18 อายุ 800 ปี พุทธประติมากรรมเป็นศิลปะลพบุรี เป็นพระพิมพ์ที่มีศิลปะสูงแบบหนึ่ง สร้างตามคติมหายานปนพราหมณ์ผสมศิลปะขอมโบราณ พระเศียร(ศีรษะ)สวมเทริดก็เป็นเอกลักษณ์อย่างหนึ่งของศิลปะขอมลพบุรี แกะสลักเป็นพระประติมากรรมนูนต่ำ สร้างเป็นพระพิมพ์ขนาดเล็ก มีลวดลายละเอียดคม ลึก ชัดเจน ได้อย่างวิจิตรอลังการ สวยงาม โดยช่างชั้นเยี่ยมของขอมที่ได้รับการถ่ายทอดฝีมือจากบรรพบุรุษขอมโบราณในกัมพูชา นำมาสร้างฝากฝีมือไว้ในศิลปะลพบุรี บรรจุกรุไว้ที่เขาพนมเพลิง สวรรคโลก สืบต่อพุทธศาสนาตามความเชื่อในสุวรรณภูมิ คือประเทศไทยในปัจจุบัน

พุทธคุณ ยอดเยี่ยมด้านแคล้วตลาด คงกระพัน

พระซุ้มปรางค์ กรุวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ ลพบุรี

 

พระซุ้มปรางค์เป็นพระพิมพ์แบบหนึ่งของพระตรีกาย โดยมีพระพุทธ 3 องค์อยู่ในพระพิมพ์องค์เดียวกัน องค์กลางคือกายพระพุทธเจ้าหนึ่ง ด้านข้างสององค์ได้แก่พระธรรมกายคือคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าหนึ่ง และกายมนุษย์ที่มีการเกิดแก่เจ็บตายอีกหนึ่ง

พุทธลักษณะ พระพุทธเจ้าองค์กลางปางมารวิชัย องค์พระประทับนั่งขัดสมาธิราบ บนรัตนบัลลังก์กลีบบัวสองชั้น องค์พระมีพระเศียร(ศีรษะ)กลม พระเกศา(ผม)เป็นเส้นหวีรวบขึ้นเป็นพระเมาลี(มวยผม)ยอดมีพระเกศ(ยอดผม)เป็นต่อมเส้นรูปดอกบัวตูม พระพักตร์(หน้า)กลม ปรากฏพระขนง(คิ้ว) พระเนตร(ตา) พระนาสิก(จมูก)และพระโอษฐ์(ปาก) พระกรรณ(หู)ยาวจรดพระอังสา(บ่า) พระวรกายเรียวยาวสมส่วน ครองจีวรแนบเนื้อห่มเฉียง สังฆาฏิพาดยาวคลุมถึงพระถัน(นม) พระพาหา(แขน)ทั้งสองข้างทอดลงขนานลำพระองค์ พระหัตถ์(มือ)ขวาวางคว่ำบนพระชานุ(เข่า) พระหัตถ์ซ้ายวางหงายบนพระเพลา(ตัก) พระชงฆ์(แข้ง)ขวาพับเข้าใน หงายพระบาท(เท้า)บนพระชงฆ์(แข้ง)ซ้ายในลักษณะขัดสมาธิราบ องค์พระประทับภายในซุ้มปรางค์ทรงสูงเป็นอุโมงค์ยอดแหลมตามรูปรูปองค์พระ ฐานพระปรางค์เป็นแท่นหนาใหญ่ย่อมุมมีเสาสูงรองรับองค์พระปรางค์รูปยอดฝักข้าวโพด แบ่งส่วนเป็นปล้องๆ แต่ละปล้องแกะสลักเป็นกลีบขนุน เสาซุ้มปรางค์ตั้งอยู่บนฐานแท่นหนาบนเส้นขีดสองเส้น ชั้นล่างมีมกรห้าตนยกแท่นหนาใหญ่เทินบนศีรษะ เท้าเหยียบบนพื้นเส้นขีดบนฐานบัวคว่ำ ผนังด้านข้างพระปรางค์เป็นพญานาคหันข้าง คาบรวงข้าวห้อยลง สูงขึ้นไปเป็นยอดพฤกษามีก้านและใบโค้งขึ้นเรียงกันขึ้นไปจรดสุดยอดพระปรางค์
พระพุทธองค์เล็กริมสองข้าง ขนาดองค์พระเป็นครึ่งหนึ่งของพระพุทธองค์กลางพุทธลักษณะ คล้ายคลึงกัน ปางสมาธิ ประทับนั่งขัดสมาธิราบบนรัตนบัลลังก์ฐานขีดสามชั้น รองรับด้วยบัวหงายเส้นขีดบัวเม็ด เส้นขีดบัวคว่ำบนฐานขีดสามชั้น องค์พระประทับนั่งในซุ้มประภามณฑล รอบพระเศียร(ศีรษะ)และรอบองค์พระ ประดับด้วยกลีบเกสรดอกไม้ขีดเล็กยาว ถ้าคัดออกมาองค์เดียวจะเรียก “พระซุ้มนครโกษา”ทั้งหมดรวมอยู่ภายในกรอบแบนหนารูปกลีบบัวขยักเว้าเข้าในที่รูปพญานาคคาบรวงข้าว ส่วนยอดกรอบแบนสลักเป็นเส้นขีดเล็กเรียวยาวไปจนสุดยอดกรอบ ส่วนยอดพระพิมพ์หักชำรุดตั้งแต่อยู่ในกรุ

1.วัสดุที่ใช้สร้าง ส่วนผสมประกอบด้วย ดินเหนียว กรวดทราย ผงศิลาแลง บดกรองละเอียด น้ำอ้อยน้ำผึ้งเคี่ยวเหนียว ผสมโขลก ตำเข้ากันเหนียวเป็นเนื้อเดียว ปั้นเป็นก้อน กดพิมพ์แบบ ตากแห้ง เผาไฟอุณหภูมิ 1,300 องศาเซลเซียส ได้พระพิมพ์ดินเผาสีผิวไผ่รวกแห้ง ผิวเรียบ เนื้อหยาบเล็กน้อย แข็งแกร่ง มีคราบไคลขี้กรุเป็นผงดินทรายละเอียดเคลือบติดผิวตามซอกลึกด้านหน้า ด้านหลังเคลือบติดผิวบางๆ มีราดำติดเป็นหย่อมๆ
ขนาด ฐานกว้าง 8 ซม. สูงถึงยอดหัก 10 ซม.

2.ยุคสมัย ศิลปะและผู้สร้าง เป็นพระพิมพ์ดินเผาสมัยลพบุรีตอนต้น ร่วมปลายสมัยทวาราวดี พุทธศตวรรษที่ 16 อายุ 1,000 ปี พุทธปฏิมากรรมเป็นศิลปะลพบุรี ตามคติมหายานปนพราหมณ์ ผสมศิลปะขอมโบราณ พระเกศา(ผม)ผมหวีเป็นเอกลักษณ์อย่างหนึ่งของศิลปะลพบุรี พระซุ้มปรางค์เป็นพระพิมพ์ที่มีศิลปะสูงแบบหนึ่ง ที่จำลองแบบปฏิมากรรมการแกะสลักภาพนูนต่ำจากนครวัด-นครธม ประเทศกัมพูชา ตลอดจนจากปราสาทเขาพนมรุ้ง ประเทศไทย ที่ช่างขอมฝากฝีมือไว้ นำมาย่อส่วนสร้างเป็นพระพิมพ์นูนต่ำขนาดเล็ก โดยประยุกต์พระปฏิมากรรมกับสถาปัตยกรรมเข้าไว้ด้วยกันอย่างวิจิตรอลังการ มีความคมลึก ชัดเจน ยากที่จะมีสมัยใดเทียบเท่าได้ อาณาจักรขอมโบราณสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 แห่งกัมพูชา ขยายอำนาจเข้ามาครอบครองรัฐละโว้ รวมทั้งเมืองบิวารดั้งเดิม ได้นำเอาศิลปะการสร้างเทวรูป-พระพุทธรูปเข้ามาด้วย นำมาประยุกต์ใช้กับพระพิมพ์สมัยลพบุรี บรรจุกรุไว้สืบต่อพุทธศาสนาตามคติความเชื่อในสุวรรณภูมิ คือประเทศไทยในปัจจุบัน

พุทธคุณ ยอดเยี่ยมด้านแคล้วคลาด คงกระพัน

วันเสาร์ที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2559

พระนางจามเทวี พิมพ์ภิกษุณี กรุวัดมหาวัน ลำพูน

 

 

พุทธลักษณะ ปางมารวิชัย ขัดสมาธิเพชร ประทับนั่งบนอาสนะฐานบัวฟันปลาชั้นเดียว พระวรกายอวบอิ่มสมบูรณ์ ทรงเครื่องราชาภรณ์ พระเศียร(ศีรษะ)สวมเทริดขนนกทรงสูง พระกรรณ(หู)ห้อย พระกุณฑล(ต่างหู)ยาวพาดพระอังสา(บ่า) พระพักตร์ทรงกระบอกรูปกลอง พระนลาฏ(หน้าผาก)กว้าง พระขนง(คิ้ว)โค้งยาวติดกัน พระเนตร(ตา)เป็นเมล็ดงา พระนาสิก(จมูก)โด่งเป็นสัน พระโอษฐ์(ปาก)หนายิ้มเล็กน้อย พระหนุ(คาง)แคบ พระปราง(แก้ม)เรียว สวมทับทรวงเหนือพระอุระ(อก) ครองจีวรแนบเนื้อห่มเฉียง สังฆาฏิพาดยาวคลุมพระถัน(เต้านม) ขอบสบงยกขึ้นเป็นเส้น พระพาหา(แขน)ทั้งสองข้างทอดลงข้างลำพระองค์ พระหัตถ์(มือ)ขวาวางคว่ำบนพระชานุ(เข่า) พระหัตถ์(มือ)ซ้ายวางหงายบนพระเพลา(ตัก) พระชงฆ์(แข้ง)ซ้ายพับเข้าในสอดใต้พระชงฆ์(แข้ง)ขวาในท่าขัดสมาธิเพชร พิมพ์พระลอยองค์ ไม่มีกรอบ ไม่ตัดแต่งขอบข้าง มีเนื้อล้นพิมพ์เล็กน้อย ด้านหลังเรียบอูมนูน มีลายมือกดแต่งลางๆโค้งลงบรรจบขอบด้านหน้า อีกแบบมีร่องเป็นรางยาวกดด้วยไม้เหลารูปทรงกระบอก

1.วัสดุที่ใช้สร้าง ส่วนผสมประกอบด้วยดินเหนียว กรวดทราย ผงศิลาแลง บดกรองละเอียด น้ำอ้อยน้ำผึ้งเคี่ยวเหนียว ผสมโขลกตำเข้ากันเป็นเนื้อเดียวเหนียว ปั้นเป็นก้อน กดพิมพ์แบบ ตากแห้ง เผาไฟด้วยอุณหภูมิ 1,200 องศาเซลเซียส ได้ดินเผาสีเหลืองอ่อน เนื้อหยาบเล็กน้อยแข็งแกร่ง มีคราบไคลขี้กรุเป็นผงดินสีเทาติดตามซอกลึกด้านหน้า
ขนาด กว้างฐาน 2.5 ซม. สูง 4.5 ซม.

2.ยุคสมัย ศิลปะและการสร้าง เป็นพระพิมพ์พระนางจามเทวีทรงผนวชเป็นภิกษุณีตามขนบธรรมเนียมที่พระมหากษัตริย์ในยุคสมัยก่อนหน้านั้นมักปฏิบัติ
พระนางจามเทวี เป็นปฐมกษัตรีแห่งรัฐหริภุญชัยนคร ขึ้นครองราชย์เมื่อต้นพุทธศตวรรษที่ 13 อายุ 1,300 ปี
พระพิมพ์นี้สร้างขึ้นเป็นศิลปะหริภุญชัยยุคปลาย พุทธศตวรรษที่ 16 อายุ 1,000 ปี ได้ประยุกต์ฝีมือช่างร่วมกัน กลายเป็นพิมพ์ที่มีศิลปะสูงส่งแบบหนึ่งผสมศิลปลพบุรี เรียกว่า”ละโว้หริภุญชัย” ผู้สร้างคือชาวมอญโบราณแห่งรัฐหริภุญชัยนครที่รับเอาศิลปะลพบุรีเข้าผสมผสาน เพื่อระลึกถึงปฐมกษัตรีพระองค์นั้น และนั่นก็เป็นประจักษ์พยานแสดงให้รู้ว่า พระนางจามเทวีปฐมกษัตรีรัฐหริภุญชัยนครมีตัวตนจริง

พุทธคุณ พระนางจามเทวี เป็นหญิงชาตินักรบ ดังนั้นพุทธคุณจึงสูงด้านคงกระพัน มหาอุด แคล้วคลาดสูง

พระนางจามเทวีทรงเครื่อง กรุวัดมหาวัน ลำพูน

 

 

พุทธลักษณะ พระนางประทับบนพื้นคุกเข่าซ้ายข้างเดียว พระหัตถ์(มือ)ทั้งสองข้างยกขึ้นหงายไปข้างหน้าเสมอพระอุระ(อก)ในท่าห้ามสมุทร พระวรกายอวบอิ่มสมบูรณ์ พระเศียร(ศีรษะ)สวมมงกุฎมียอดเป็นกรวยสองชั้นปลายมน พระกรรณ(หู)สวมกรรเจียกจอนห้อยพระกุณฑล(ต่างหู)ยาวพาดพระอังสา(บ่า) พระพักตร์(หน้า)ทรงกระบอกรูปกลอง พระนลาฏ(หน้าผาก)กว้าง พระขนง(คิ้ว)โค้งยาวติดกัน พระเนตร(ตา)โปน พระนาสิก(จมูก)โด่งเป็นสัน พระโอษฐ์(ปาก)หนายิ้มเล็กน้อย พระหนุ(คาง)แคบ พระปราง(แก้ม)เรียว สวมทับทรวงเหนือพระอุระ(อก) ทรงภูษาหุ้มพระถัน(เต้านม)ยกขึ้นเป็นลอน เปิดอุทรพระนาภีบุ๋ม ทรงพระสบงตั้งแต่พระโสณีลงไปมีผ้ารัดพระกฤษฎีทิ้งชายชายผ้าลงด้านหน้า พระชงฆ์(แข้ง)ขวายกพระชานุ(เข่า)ชันขึ้น พระบาท(เท้า)เหยียบบนพื้น พระชงฆ์(แข้ง)และพระบาท(เท้า)ซ้ายพับยกขึ้นไปด้านหลัง พิมพ์พระลอยองค์ไม่มีกรอบ ด้านหลังเรียบอูมนูน มีลายนิ้วมือกดแต่งลางๆโค้งลงบรรจบขอบด้านหน้า มีร่องเป็นรางยาวกดด้วยไม้เหลารูปทรงกระบอก

1.วัสดุที่ใช้สร้าง ส่วนผสมประกอบด้วยดินเหนียว กรวดทราย ผงศิลาแลง บดกรองละเอียด น้ำอ้อย น้ำผึ้งเคี่ยวเหนียวผสมโขลกตำเข้ากันเป็นเนื้อเดียวเหนียว ปั้นเป็นก้อนกดพิมพ์แบบ เผาไฟอุณหภูมิ 1,300 องศาเซลเซียส ได้พิมพ์พระดินเผาสีสวาท หยาบเล็กน้อย เนื้อแกร่ง แร่ละลายเป็นจุดสีดำ มีคราบไคลขี้กรุ เป็นฝ้าผงดินสีเทาบางๆ เคลือบผิวตามซอกลึก ถ้าเผาไฟอุณหภูมิ 800 องศาเซลเซียสได้ดินเผาสีน้ำตาลอมดำ มีฝ้าสีน้ำตาลแดงกระจายบนผิวเป็นหย่อมๆ
องค์สีสวาท ขนาดฐานกว้าง 2.5 ซม. สูง 6 ซม.
องค์สีน้ำตาล ขนาดฐานกว้าง 2 ซม. สูง 5.5 ซม.

2.ยุคสมัย ศิลปะและสมัยผู้สร้าง เป็นพระพิมพ์พระนางจามเทวีปฐมกษัตรี รัฐหริภุญชัยนคร ครองราชย์เมื่อต้นพุทธศตวรรษที่ 13 อายุ 1,300 ปี พิมพ์พระนี้สร้างเป็นศิลปะหริภุญชัยยุคปลายพุทธศตวรรษที่ 16 อายุ 1,000 ปี ได้ประยุกต์ฝีมือช่างรวมกัน กลายเป็นพิมพ์พระที่มีศิลปะสูงแบบหนึ่งผสมศิลปะลพบุรี เรียกว่า “ละโว้หริภุญชัย” ผู้สร้างคือชาวมอญโบราณแห่งรัฐหริภุญชัยนคร ที่รับเอาศิลปะลพบุรีเข้าผสมผสาน เพื่อระลึกถึงปฐมกษัตรีพระองค์นั้น และนั่นก็เป็นประจักษ์พยาน แสดงให้รู้ว่า พระนางจามเทวีปฐมกษัตรีรัฐหริภุญชัยนครมีตัวตนจริง

พุทธคุณ พระนางจามเทวี เป็นหญิงชาตินักรบ ดังนั้นพุทธคุณจึงสูงด้าน คงกระพัน มหาอุดแคล้วคลาดสูง

พระรอด พิมพ์กลาง กรุวัดมหาวัน ลำพูน

 

พระเชียงแสน ซุ้มเสมา กรุพะเยา

 

พุทธลักษณะ ปางมารวิชัย ลักษณะเข่าในเป็นเอกลักษณ์ของศิลปะเชียงแสนยุคต้น องค์พระประทับนั่งบนรัตนบัลลังก์ยกสูงสี่ชั้น ชั้นกลางเป็นกลีบบัวสองชั้น องค์พระมีพระวรกาย(ร่างกาย)โปร่งเรียว พระเศียร(ศีรษะ)กลม พระเกศา(เส้นผม)เรียบ พระเมาลี(มวยผม)รวบขึ้นเป็นมวยสองชั้น พระเกศ(ยอดผม)รูปดอกบัวตูม ไม่มีไรพระศก(ไรผม) พระพักตร์(ใบหน้า)รูปไข่ ปรากฏพระเนตร(ตา) และพระนาสิก(จมูก)รางๆ พระกรรณ(หู)รูปบายศรียาวจรดพระอังสา(บ่า) พระศอ(คอ)ยาว พระอุระ(อก)นูนกว้าง ครองจีวรแนบเนื้อห่มเฉียง สังฆาฏิพาดยาวถึงพระนาภี(สะดือ)พระพาหา(แขน)ทั้งสองข้างทอดลงข้างลำพระองค์ พระหัตถ์(มือ)ขวาวางคว่ำบนพระชานุ(เข่า) พระหัตถ์(มือ)ซ้ายวางหงายบนพระเพลา(ตัก) พระชงฆ์(แข้ง)ขวาพับเข้าใน พระบาท(เท้า)วางหงายบนพระชงฆ์(แข้ง)ซ้ายลักษณะขัดสมาธิราบ องค์พระประทับนั่งภายในซุ้มเสมา ขอบซุ้มประดับด้วยใบพฤกษาเล็กๆ พระพิมพ์ไม่มีกรอบมีเนื้อล้นขอบข้างเล็กน้อย ด้านหลังผิวเรียบแต่งขอบข้างโค้งลงบรรจบขอบข้างด้านหน้า

1.วัสดุที่ใช้สร้าง ส่วนผสมประกอบด้วย ดินเหนียวมีแร่กรวดทรายเล็กน้อย ผงศิลาแลง บดกรองละเอียด น้ำอ้อย น้ำผึ้งเคี่ยวเหนียว ผสมโขลกตำเข้ากันเป็นเนื้อเดียวเหนียว ปั้นเป็นก้อน กดพิมพ์แบบ ตากแห้ง เผาไฟอุณหภูมิ 1,300 องศาเซลเซียส ได้พระพิมพ์ดินเผาสีผิวไผ่รวกแห้ง แข็งแกร่ง ผิวเรียบ มีแร่ดอกมะขามลอยขึ้นบนผิว มีคราบไคลขี้กรุเป็นผงดินโคลนแห้งสีเทาเคลือบบนผิวทั้งด้านหน้าและด้านหลัง
ขนาด กว้างฐาน 2.5 ซม. สูง 4.5 ซม.

2.ยุคสมัย ศิลปะและผู้สร้าง เป็นพระพิมพ์ดินเผาสกุลเชียงแสนยุคต้น พุทธศตวรรษที่ 16 อายุ 1,000 ปี พะเยาเป็นจังหวัดหนึ่งที่ได้รับอิทธิพลศิลปะเชียงแสนเมื่อเร็วๆนี้มีการพบกรุพะเยาในบริเวณวัดร้างรอบๆขอบกว้านพะเยา พระที่พบเป็นเนื้อดิน มีทั้งสีดำ สีหม้อใหม่ สีพิกุล ผู้สร้างคือชาวเมืองพะเยาที่ได้รับการถ่ายทอดสร้างพระพิมพ์จากเขียงแสน บรรจุกรุตามวัดต่างๆ สืบต่อพระศาสนาเป็นเวลายาวนาน จนค้นพบได้ในปัจจุบัน

พุทธคุณ พระเครื่องสกุลเชียงแสน มีพุทธคุณสูงในด้านอำนวยโชคลาภ คงกระพันชาตรี มหาอุด

พระเชียงแสน ปรกเกสร กรุเชียงแสน เชียงราย

 

พุทธลักษณะ ปางมารวิชัย องค์พระประทับนั่งบนรัตนบัลลังก์ยกสูงสี่ชั้น ชั้นบนเป็นเกสรบัว ชั้นกลางเป็นกลีบบัวหงาย ชั้นล่างเป็นฐานแบนหนามีพานรองรับ พระวรกายองค์พระโปร่งเรียว พระเศียร(ศีรษะ)กลม พระเกศา(เส้นผม)ขมวดเป็นพระศก(ผม)เม็ดกลม พระเมาลี(มวยผม)รวบขึ้นเป็นลอนแบนสองชั้น ยอดเป็นพระเกศ(ยอดผม)เปลวใจกลางมีอุณาโลม ยอดแหลมพลิ้วรูปคดกริช ไรพระศก(ไรผม)เป็นเส้นโค้งตามกรอบพระพักตร์(ใบหน้า) พระพักตร์(หน้า)รูปไข่กลมรี ปรากฏพระขนง(คิ้ว) พระเนตร(ตา) พระนาสิก(จมูก) พระโอษฐ์(ปาก)ชัดเจน พระกรรณ(หู)ยาวจรดพระอังสา(บ่า) พระอุระ(อก)กว้าง ครองจีวรแนบเนื้อห่มเฉียง สังฆาฏิพาดยาวถึงพระนาภี(สะดือ) พระพาหา(แขน)ทั้งสองข้างทอดลงข้างลำพระองค์ พระหัตถ์(มือ)ขวาวางคว่ำบนพระชานุ(เข่า) พระหัตถ์(มือ)ซ้ายวางหงายบนพระเพลา(ตัก) พระชงฆ์(แข้ง)ขวาพับเข้าในวางบนพระชงฆ์(แข้ง)ซ้ายลักษณะขัดสมาธิราบ ด้านข้างพระชานุ(เข่า)ทั้งสองข้างเป็นช่อกนกลายเถาว์ม้วนสูงถึงสุดพระพาหา(แขน) ด้านหลังเริ่มตั้งแต่พระอังสา(บ่า)เป็นกลีบเกสรดอกไม้สองกลีบประคองประภามณฑล กรอบเป็นเส้นลวดนูนเล็กรูปกลีบบัว ภายในบรรจุกลีบเกสรดอกไม้เรียงขนานกันขึ้นไป ยอดกลางสุดเป็นดอกบัวตูม ทั้งหมดไม่มีกรอบ ด้านหลังพระพิมพ์ตรงกลางอูมนูนเล็กน้อย มีลายนิ้วมือลางๆกดแต่งเป็นคลื่นโค้งลงบรรจบขอบด้านหน้า

1.วัสดุที่ใช้สร้าง ส่วนผสมประกอบด้วย ดินเหนียวมีแร่กรวดทรายเล็กน้อย ผงศิลาแลง บดกรองละเอียด น้ำอ้อย น้ำผึ้งเคี่ยวเหนียว ผสมโขลกตำเข้ากันเป็นเนื้อเดียวเหนียวปั้นเป็นก้อน กดพิมพ์แบบ ตากแห้ง เผาไฟอุณหภูมิ 700 องศาเซลเซียส ได้พระพิมพ์ดินเผาเนื้อสีแดงอิฐ หยาบเล็กน้อย แข็งแกร่ง มีคราบไคลขี้กรุ ผิวชั้นล่างเป็นผงดินละเอียดสีเทาติดตามซอกลึกด้านหน้า ด้านหลังติดบางแห่ง
ขนาด กว้างฐาน 2.5 ซม. สูง 6.5 ซม.

2.ยุคสมัย ศิลปะและผู้สร้าง ศิลปะเชียงแสน เริ่มตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 15 มีจารึกวัดพระธาตุจอมกิตติ วัดโบราณคู่เมืองเชียงแสนระบุว่า วัดนี้สร้างโดยพระเจ้าพังคราช และพระเจ้าพรหมราชโอรส ในปีพ.ศ.1483 พระพิมพ์เชียงแสนมีมากมายหลายแบบ อิทธิพลของศิลปะเชียงแสนครอบคลุมนครสำคัญของล้านนาสามารถหาพบได้ในเตจังหวัดเชียงราย เชียงใหม่ แพร่ น่าน พะเยา ลำปาง ลำพูนยุคหลัง พระพิมพ์ปรกโพธิ์มีมากกว่าพิมพ์อื่นๆ แตกต่างกันทั้งลักษณะปรกโพธิ์ ขนาดฐาน การวางองค์พระ พระพิมพ์ปรกโพธิ์เนื้อชินสนิมแดง สร้างขึ้นในพุทธศตวรรษที่ 16 อายุ 1,000 ปี เป็นศิลปะเชียงแสนยุคต้นร่วมสมัยเทียบเคียงได้กับศิลปะลพบุรียุคต้น พุทธศตวรรษที่ 16 อายุ 1,000 ปีที่สร้างพระพิมพ์เนื้อชินสนิมแดง เช่น พระร่วงยืนปางประทานพรที่มีอย่างมากมายร่วม 30 กรุ พระพิมพ์นาคปรก ฯลฯ พระพิมพ์เชียงแสนปรกเกสรพิมพ์นี้ มีทั้งเนื้อชินสนิมแดงและเนื้อดินเผา จึงอนุมานได้ว่าสร้างขึ้นในพุทธศตวรรษที่ 16 อายุ 1,000 ปี มีความคมชัดลึกชัดเจน ผู้สร้างคือช่างหลวงรัฐเชียงแสนนคร ที่มีกษัตริย์ราชวงศ์พระเจ้าพังคราชครองเมือง

พุทธคุณ พระเครื่องสกุลเชียงแสน มีพุทธคุณสูงในด้านอำนวยโชคลาภ คงกระพันชาตรี มหาอุด