วันพุธที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2562

พระท่ากระดานหูช้าง เนื้อชินเงิน กรุวัดเหนือ(เทวสังฆาราม) ตำบลบ้านเหนือ อำเภอเมือง กาญจนบุรี


 

พระท่ากระดานหูช้าง เนื้อชินเงิน กรุวัดเหนือ(เทวสังฆาราม) ตำบลบ้านเหนือ  อำเภอเมือง จังหวัดกาญจนบุรี


พอสิ้นเสียง  เปล่า  ทหารเสือดำนายนั้นหาเป็นอะไรไม่  เพียงแต่ว่าสะเก็ดระเบิดทะลุทะลวงเสื้อผ้าเครื่องแบบทหารเข้าไปติดอยู่ตามเนื้อหนังมังสาเท่านั้น เสือดำนายนั้นมีอะไรดีจึงแคล้วคลาดแม้กระทั่งกับระเบิดซึ่งอย่าว่าแต่คนเลยรถจิ๊บทั้งคันก็ยังแหลกเป็นเศษเหล็กภายในพริบตา แน่นอนเสือดำนายนั้นมีของดีแน่ และของดีที่คุ้มครองชีวิตเขามีเพียง 2 อย่างคือ พระท่ากระดานหูช้างและพระโคนสมอของวัดเหนือ( เทวสังฆาราม) ตำบลบ้านเหนือ อำเภอเมือง จังหวัดกาญจนบุรี ซึ่งเขาอาราธนาขึ้นคอติดตัวเป็นประจำอำแต่จากประเทศไทยไปปฏิบัติหน้าที่ราชการอยู่ในสมรภูมิเวียดนามใต้

เรื่องดังกล่าวข้างต้นเป็นเรื่องจริง เพราะพันเอกพิเศษสัมผัส ภาสนะยงภิญโญ ผู้บังคับการเสือดำได้เห็นมากับตาและยังช่วย แกะสะเก็ดระเบิดมากับมือเองด้วย หลังจากนั้นอีกไม่นาน พันเอกพิเศษสัมผัสกลับมาเยี่ยมบ้าน ครั้นถึงเมืองไทยท่านก็ตรงไปวัดเหนือเลยทีเดียว และขอเช่าพระโคนสมอจากทางวัดไปบูชา 1 องค์  ส่วนพระท่ากระดานหูช้างนั้นท่านมีอยู่แล้ว ตั้งแต่ครั้งท่านยังฝึกเสือดำอยู่กาญจนบุรี  โดยได้ไปเมื่อตอนเป็นกรรมการขุดกรุวัดเหนือนี้ นี่เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอดีต

พระท่ากระดานหูช้างเป็นพระที่ได้จากกรุ ภายในพระเจดีย์โบราณขนาดใหญ่ที่มีอยู่องค์เดียวภายในวัดเหนือ นอกจากได้พระท่ากระดานหูช้างแล้วยังได้พระเครื่องอื่นอีกมากกว่า 20 พิมพ์  แต่ขึ้นชื่อมากที่สุดได้แก่พระท่ากระดานกับพระท่ากระดานหูช้าง ซึ่งเป็นพระที่ทางวัดเหนือได้นำทูลเกล้าถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพร้อมพระเครื่องกรุเดียวกันอีกหลายชนิด ซึ่งต่อมา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าให้กับนายทหารจงอางศึกที่เข้าเฝ้ากราบถวายบังคมลาไปราชการสงคราม ณ ประเทศเวียดนามใต้จึงทำให้พระท่ากระดานหูช้างของกรุวัดเหนือเป็นพระยอดนิยมอันดับหนึ่งขึ้นมาทันที ส่วนความศักดิ์สิทธิ์ได้เป็นที่ประจักษ์มาแล้วทั้งเสือดำและจงอางศึก

พุทธลักษณะ ศิลปะอู่ทอง
1) องค์พระปฏิมาประทับนั่งราบปางมารวิชัยบนรัตนบัลลังก์รูปฝักบัวภายในกลีบบัวคว่ำบัวหงาย พระเศียรโต พระศกเป็นเม็ดกลม พระศฎา( ผมที่เกล้ามวย) ยกสูงขึ้นพระศกเป็นเม็ดกลมสองชั้น พระเกศรัศมีรูปดอกบัวตูมยาวยอดแหลม
2) พระพักตร์ยาวรูปสามเหลี่ยม พระนลาฏแคบ พระขนงโกงโค้งติดกันดังรูปนกบิน ประเภทปูนพระนาสิกโด่งพระโอษฐ์ใหญ่ยาวพระปรางค์อวบพระหนุเล็กแคบพระศอเป็นลำกว้างมีเส้น 2 ลอน พระกันยาวจรดพระอังสา
3) พระอังสากว้างโค้ง พระอุระแฟบ พระกฤษฎีเว้าคอด พระอุทรไม่นูน คลองพระจีวรแนบเนื้อ ห่มดองเปิดพระอังสาขวา พระจีวรคลุมผ้าอังสาซ้าย เส้นชายพระจีวรนูนพาดคลุมลงใต้พระถันขวา โค้งวกลงสอดเข้าซอกพระกัจฉะ พระสังฆาฏิ พาดจากพระอังสาซ้ายชายผ้ายาวลง มาถึงพระนาภี
4) พระสรีระมีส่วนสูงชะลูดและเทอะทะผิดส่วนไปมากทีเดียว พระพาหาขวาทอดลงข้างลำพระองค์ยกพระกรขึ้นเล็กน้อย พระหัตถ์วางกุมพระชานุลักษณะเข่านอก พระพาหาซ้ายทอดลงกางออก พระกรโค้งเข้าใน พระหัตถ์วางหงายบนพระเพลา ประทับนั่งราบ พับพระชานุขวา ยกพระชงฆ์หงายพระบาทวางทาบบนพระชงฆ์ซ้าย  พระชงฆ์โตใหญ่คล้ายศิลปะเชียงแสน
5) พระสรีระตั้งตรงทรงพระผาสุขวิหาร ประทับบนรัตนบัลลังก์ฝักบัวภายในกลีบบัวคว่ำบัวหงายบนฐานรูปกลอง ผิวภายนอกเป็นเส้นหวายติดเรียงกันเป็นแนวขนานทางตั้ง
6) องค์พระปฏิมาและฐานประทับออกแบบสร้างเป็นประติมากรรมนูนต่ำประดิษฐานอยู่ภายในกรอบรูปสามเหลี่ยมหน้าจั่ว กรอบเป็นเส้นลวดนูน ด้านหลังพระพิมพ์แบนเป็นแอ่งท้องกระทะพื้นผิวขรุขระเล็กน้อย

ยุคสมัย ศิลปะและผู้สร้าง
กาญจนบุรีในอดีตเป็นที่อยู่อาศัยของมนุษย์ก่อนประวัติศาสตร์(ประมาณ 5,000 ปี) เมื่อเข้ายุคประวัติศาสตร์แล้ว กาญจนบุรีสมัยทราวดีเคยเป็นเมืองสำคัญมาก่อน เมื่อ “ขอม” เข้ามามีอำนาจอยู่ในสุวรรณภูมิ  กาญจนบุรีก็เป็นส่วนหนึ่งตกอยู่ในปกครองของขอมตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 17 เป็นต้นมาจนกระทั่งกลับมาเป็นเมืองสำคัญในสมัยอู่ทอง เมื่อถึง พ.ศ.1893  พระเจ้าอู่ทองได้ย้ายเมืองมาสถาปนากรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี กาญจนบุรีก็จัดเป็นเมืองหน้าด่านที่สำคัญที่สุดของสมัยอยุธยา

ประติมากรรมของขลังหรือพระเครื่องชื่อดังของกาญจนบุรีที่พบมากที่สุดสร้างด้วยเนื้อชินสนิมแดง 85% อีก 15% เป็นเนื้อชินธรรมดาและเนื้อดินเผา ศิลปะของพระเครื่องนั้นเป็นศิลปะทวารวดีมีไม่มากนัก  นอกนั้นเป็นศิลปะอู่ทอง
และศิลปะอยุธยาเสียเป็นส่วนมาก

พระท่ากระดานหูช้างถือกำเนิดในสมัยอู่ทอง ศิลปะอู่ทองนั้นคลุมเครือไม่ชี้ชัด คำว่า อู่ทองนั้นก็คือ ไทยนั่นเอง เป็นไทยสายเก่าแก่ที่อพยพลงมาก่อนสายอื่นๆและคลุกคลีกับชนเผ่าเจ้าของถิ่นเดิมมานับชั่วศตวรรษเลยทีเดียว พุทธศิลปะอู่ทองจึงสร้างตามอิทธิพลช่างของชนชาติเจ้าของถิ่นเดิมที่เป็นนายได้แก่ มอญ ศรีวิชัยและขอมโบราณ  มีอายุยืนยาวตั้งแต่สมัยทวารวดีผ่านศรีวิชัย ลพบุรี และเข้าคลุกเคล้ากับศิลปะเชียงแสนและศิลปะสุโขทัยไปจดศิลปะอยุธยา จะพบว่าศิลปะอู่ทองปนอยู่ในทุกสกุลช่างที่มีในเมืองไทย แต่ศิลปะอู่ทองก็กลั่นตัวเองจนเป็นสกุลช่างแท้ของตนเองได้ในยุคหลังลพบุรี ซึ่งจัดว่าเป็นอู่ทองคลาสสิค เช่นเดียวกับสุโขทัยคลาสสิค และเชียงแสนคลาสสิค

ดังนั้นผู้สร้างพระท่ากระดานหูช้างก็คือปฏิมากร สกุลช่างอู่ทองแห่งเมืองกาญจนบุรีนั่นเอง จัดเป็นศิลปะอู่ทองยุคกลางพุทธศตวรรษที่ 17  อายุราว 700 ปี

ขนาด ฐานกว้าง 5.5 ซม.  สูง 10 ซม.  หนา 0.2 ซม.

มวลสารใช้สร้าง
สร้างด้วยโลหะหนัก 2 ชนิดคือตะกั่วกับดีบุกหลอมละลายเข้าด้วยกัน เทหยอดลงเบ้าแม่พิมพ์ เมื่อเย็นแข็งตัวดีแล้ว แกะออกจากแม่พิมพ์ได้พระพิมพ์ผิวสีขาวแวววาว ดังเงินยวง นำเข้าบรรจุกรุเก็บรักษาไว้ ต่อมาเมื่อมีการเปิดกรุพบพระเครื่องเหล่านี้ ผิวภายนอกของพระพิมพ์จะเกิดสนิมเป็นสีเทาตลอดจนสีดำโดยผ่านกาลเวลาอันยาวนานและ จะกัดกร่อนระเบิดผุพังในที่สุดเป็นการเกิดขึ้นตามธรรมชาติ

พุทธคุณ
เป็นยอดคงกระพัน แคล้วคลาดและมหาอุตม์ เป็นที่เชื่อถือได้

พระท่ากระดาน องค์อื่นๆ







วันอังคารที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2562

พระขุนแผนกระเบื้องเคลือบ สีเขียว วัดใหญ่ชัยมงคล อยุธยา


 

พระขุนแผน (ทุกกรุ) พิมพ์อื่นๆ







พระพุทธชินราช ญสส เนื้อว่านหน้าทอง 23 พ.ย. 2543


 



พระพุทธชินราช ญสส เนื้อว่านหน้าทอง สุดยอดของดีเมืองพิษณุโลก 23 พ.ย. 2543




วันพุธที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562

พระพิจิตรเม็ดข้าวเม่า ชินเงินกรุวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ จังหวัดพิจิตร

 

  

พระพิจิตรเม็ดข้าวเม่า ชินเงินกรุวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ จังหวัดพิจิตร

เมืองพิจิตรหรือเมืองงามเป็นเมืองมาตั้งแต่สมัยทวารวดีพงศาวดารเหนือกล่าวถึงเมืองนี้ว่าเมื่อ “พระยาโคตบอง” สิ้นอำนาจจากกรุงละโว้ก็ได้ไปสร้างเมืองขึ้นใหม่ที่บ้านโกญทัญญาคาม(โพทะเล) โดยเลี่ยงเมืองนี้ว่า “นครไชยบวร” จนถึงพ.ศ. 1600 กาญจนบุรีซึ่งเป็นโอรสได้ย้ายเมืองหลวงมาอยู่ที่ “หมู่บ้านสระหลวง” และตั้งชื่อเมืองใหม่ว่า “พิจิตร” ตลอดมา พอถึงพ.ศ. 2006 ตรงกับสมัยอยุธยา เมืองพิจิตรได้ชื่อใหม่ว่า “เมืองโอฆบุรี” ในที่สุด “นครไชยบวร” เมืองพิจิตร, เมืองสระหลวง, เมืองโอฆบุรีทั้ง 4 เมืองนี้กลับมาใช้ชื่อว่าเมืองพิจิตรเรื่อยมาจนถึงสมัยรัตนโกสินทร์ พ.ศ. 2424 สมัยรัชกาลที่ 5 เมืองพิจิตรได้ย้ายมาอยู่ตำบลปากทางจนถึงพ.ศ. 2427 ก็ย้ายมาอยู่ที่บ้านท่าหลวง ตำบลในเมืองอีกครั้ง คือเมืองพิจิตรปัจจุบันนี้

พุทธปฏิมากรรมของขลังที่ปรากฏขึ้นจากกรุเมืองพิจิตรนั้นส่วนมากเป็นพระเครื่องศิลปะสุโขทัยและศิลปะอยุธยาพระเครื่องเมืองพิจิตรรู้จักกันดีในวงการพระว่า “จิ๋วแต่แจ๋ว” มีชื่อเสียงเลื่องลือโด่งดังมานานแล้วที่มีขนาดเล็กจิ๋วคือพระพิจิตรเม็ดข้าวเม่า, พระพิจิตรเขี้ยวงู, พระพิจิตรเม็ดน้อยหน่า, พระพิจิตรยอดโถ, พระพิจิตรเกศคด, พระพิจิตรวัดนาคกลาง, พระพิจิตรผงดำ, พระพิจิตรหลังลายผ้าและอื่นๆเป็นต้น โดยแต่ละกรุ ต่างก็มากแบบสุดพรรณนา ทั้งนี้ต่างก็เป็นยอดพระเครื่องที่ทรงไว้ซึ่งพุทธคุณในด้านคงกระพันชาตรี มหาอุดและแคล้วคลาดที่เชื่อถือได้ดีทีเดียว

ขึ้นชื่อว่า “พระเครื่องเมืองพิจิตร” แล้วไม่ว่าจะเป็นนักเลงพระหรือไม่ก็ตามเป็นต้องร้องอ๋อ “พระพิจิตรเม็ดข้าวเม่า” ขึ้นมาทันที นี่ก็ชี้ให้เห็นว่าจะหาพระเล็กจิ๋วฤทธิ์โตแล้วก็ต้องยกให้พระพิจิตรเขา พระพิจิตรวิชัยจะมีขนาดเล็กจิ๋วไปหมดไม่ พระองค์ตัวโตๆก็มีเหมือนกัน เรื่องราวกำเนิดพระเครื่องเมืองพิจิตรนี้มีมาตั้งแต่สมัยสุโขทัยแล้ว( 600 กว่าปี) ศิลปะที่ปรากฏจึงมีทั้งศิลปะสุโขทัยบริสุทธิ์ สุโขทัยตะกวน อู่ทองปลายและศิลปะอยุธยา สำหรับกรุเมืองพิจิตรมีมากกว่า 20 ปีขึ้นไป ที่นิยมกันมากได้แก่ คุรุวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ กรุท่าฉนวน กรุวัดโพธิ์ประทับช้างและอื่นๆเป็นต้น

พระเครื่องเมืองพิจิตรมีสร้างไว้ทั้งชนิดเนื้อชิน( นิยมกันมาก) เนื้อชินแข็ง เนื้อชินเขียว เนื้อดินและชนิดทำเป็นแผ่นทองแผ่นเงินประกบหน้าไว้ก็มีอีกด้วย ขึ้นชื่อว่าพระเครื่องเมืองพิจิตรแล้วประมาณร้อยละ 75 พระเกศจะคดยาวเป็นเกลียว ที่แน่ๆถ้าเป็นพระพิจิตรแล้ว ควรเป็นพระบาง หลังลายผ้าลายโต ที่เป็นเนื้อชินเขียวควรมีไขวัวสีขาวอมเหลืองขึ้นจับหนาไว้แหละดี และได้มีการทำปลอมกันมานานแล้วเช่นกันควรระวังไว้ให้มาก พุทธคุณของพระเครื่องเมืองพิจิตรยอดเยี่ยมทางด้านแคล้วคลาดและคงกระพันชาตรี ซึ่งได้มีประสบการณ์แก่ผู้นำไปบูชาติดตัวกันมากมายหลายรายเป็นที่เชื่อถือได้มาแล้ว

พุทธลักษณะ พระพิจิตรเม็ดข้าวเม่าเนื้อชินเงิน
1) พระพิจิตรเม็ดข้าวเม่าเป็นพระขนาดเล็กมากเรียกได้ว่าจิ๋วเลยทีเดียวรายละเอียดของพระปฏิมาจึงไม่เด่นชัดเป็นการจำลองพระบูชาขนาดใหญ่โดยย่อเท่านั้น ลักษณะองค์พระปฏิมาประทับนั่งราบปางสมาธิบนอาสนะฐานสามชั้น พระเศียรกลม พระศฎา (ผมที่เกล้ามวย) ยกสูงขึ้น ระเกดรัศมียาวรูปเปลวเพลิงเรียนโค้ชไปทางด้านขวาขององค์พระ
2) พระพักตร์รูปไข่ศิลปะสุโขทัย พระศอเป็นลำตรง พระอังสากว้าง พระอุระนูน พระพาหาทั้งสองทอดลงข้างลำพระองค์ หักพระกัประยกพระกรทั้งสองพับเข้าใน พระหัตถ์ประสานการวางเหนือพระเพลา ทรงประทับนั่งราบ พระชงฆ์ขวาวาฬเกยบนพระชงฆ์ซ้ายลักษณะทรงสมาธิเข้าฌานสมาบัติ
3) องค์พระปฏิมารวมทั้งพระอาสนะ ฐานที่ประทับสร้างเป็นปฏิมากรรมนูนต่ำประดิษฐานอยู่ภายในกรอบรูปเม็ดข้าวเม่า เส้นกรอบข้างเป็นเส้นลวดนูนเล็กๆล้อมรอบพอดีกับองค์พระ โดยไม่ต้องตัดกรอบ มีเนื้อเกินเพียงเล็กน้อยแสดงถึงฝีมือช่างชั้นสูงที่ยอดเยี่ยมกลุ่มหนึ่งเลยทีเดียว ด้านหลังพระพิมพ์แบนแอ่น เป็นท้องกระทะมีลายผ้าปรากฏตามกรรมวิธีการผลิต

ยุคสมัย ศิลปะและผู้สร้าง
พระพิจิตรเม็ดข้าวเม่าเป็นพระเครื่องสร้างในยุคสมัยสุโขทัยเป็นราชธานีมีกษัตริย์ปกครองในพุทธศตวรรษที่ 18 ตั้งแต่ พ.ศ. 1800 ถึง 1921 เมืองพิจิตรเป็นเมืองอยู่ในปกครองของราชอาณาจักรสุโขทัยจึงได้รับการถ่ายทอดศิลปะสุโขทัยโดยอัตโนมัติพระพิจิตรเม็ดข้าวเม่าจึงถูกสร้างขึ้นเป็นศิลปะสุโขทัยบริสุทธิ์ผู้สร้างก็คือนายช่างปฏิมากรรมชาวเมืองพิจิตรนั่นเอง และประยุกต์ให้เป็นเอกลักษณ์ของตนเองโดยสร้างให้มีขนาดเล็กจิ๋วเป็นการประหยัดวัสดุที่หายากในสมัยนั้นเพื่อให้ได้พระเครื่องจำนวนมากนับเป็นความฉลาดของช่างเมืองพิจิตรที่สร้างพระเครื่องเหล่านี้โดยที่ช่างสร้างพระเครื่องเมืองอื่นคาดไม่ถึงเลยทีเดียว เมื่อสร้างเสร็จแล้ว นำไปบรรจุกรุตามพระเจดีย์สืบต่อพระศาสนาในรูปองค์พระพุทธให้อนุชนรุ่นหลังได้สำนึกได้ว่า ณ ดินแดนแห่งนี้คือสถานที่พระพุทธศาสนาประดิษฐานอยู่ในอดีตกาลจวบจนปัจจุบัน

มวลสารที่ใช้สร้าง
พระพิจิตรเม็ดข้าวเม่าเนื้อชินเงินสร้างด้วยโลหะ 2 ชนิดเป็นหลักคือตะกั่วกับดีบุกหลอมละลายเข้าด้วยกันเป็นเนื้อเดียว ขณะเป็นของเหลวก็หยอดลงในเบ้าแม่พิมพ์กดประคบด้านหลังขณะอยู่ในพิมพ์ด้วยตุ้มผ้าลายหยาบ เมื่อโลหะแข็งตัวแล้วแกะออกจากแม่พิมพ์ ได้พระพิมพ์เล็กจิ๋ว นำมาเก็บรวบรวมไว้ตามจำนวนที่ต้องการ พระพิมพ์ เมื่อสร้างเสร็จใหม่ๆ ผิวภายนอกองค์พระแต่ละองค์จะมีสีขาววาววับดั่งเงินยวง นำมาเข้าพิธีบวงสรวงพุทธาภิเษกโดยคณาจารย์ผู้ทรงอภิญญาเสร็จแล้วนำเข้าบรรจุกรุในพระเจดีย์และสถานศักดิ์สิทธิ์ที่เคารพบูชาสืบไป เวลาผ่านไป ต่อมาเมื่อมีการเปิดกรุได้พบเจอพระเครื่องเหล่านี้อยู่ในกรุเป็นเวลายาวนานหลายร้อยปี สภาพภายในกรุทำให้พระเครื่องเหล่านี้เกิดสนิมขึ้นตามผิวมีสีเทาดำเป็นสนิมตีนกา รวมทั้งมีไขขาวเป็นฝ้าแทรกขึ้นมาด้วย เหล่านี้เป็นคุณสมบัติของชินเงิน เมื่ออยู่ในกรุก็ต้องมีขี้กรุเป็นผงดินละเอียด สีนวลเหลืองอ่อนๆ ติดตามซอกลึกบนผิวบางๆแลดูเป็นธรรมชาติ

พุทธคุณ
คงกระพันชาตรี แคล้วคลาด มหาอุตม์



วันอังคารที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562

วันอังคารที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562

พระหลวงพ่อโต วัดบางกระทิง เนื้อตะกั่ว ปางสมาธิ กรุวัดบางกระทิง อยุธยา

 

พระหลวงพ่อโต วัดบางกระทิง พิมพ์อื่นๆ





พระกริ่งหลวงพ่อองค์ตื้อ วัดศรีชมพูองค์ตื้อ อ.ท่าบ่อ หนองคาย