วันอังคารที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

พระแก้วสีน้ำผึ้งใส กรุฮอด อำเภอฮอด จังหวัดเชียงใหม่

 

พุทธลักษณะ เป็นพระพุทธรูปลอยองค์ขนาดเล็ก ปางมารวิชัย ครองจีวรแนบเนื้อเปิดไหล่ขวา สังฆาฏิพาดไหล่ซ้าย ปลายสังฆาฏิรูปแฉกชายโบว์เหนือพระถัน เอกลักษณ์ศิลปะเชียงแสนสิงห์หนึ่ง พระพักตร์สลักเป็นรูปใบหน้ามนุษย์ พระกรรณยาวจรดไหล่ พระเกศาและพระเมาลีเรียบเกลี้ยงไร้เม็ดพระศก พระเกศจีมสั้นรูปดอกบัวตูม ประทับนั่งราบบนบัลลังก์ฐานเขียงชั้นเดียว

1. วัสดุที่ใช้สร้างองค์พระ  สร้างด้วยหินแก้วผลึกควอตซ์สีน้ำผึ้งใส เรียกชื่อสากลว่า “ซิทรีน” เป็นอัญมณีพลอยเนื้ออ่อน หินเขี้ยวแก้วหนุมาน เมื่อได้หินมาแล้ว ช่างจะแกะสลักเป็นองค์พระแล้วเจียรนัยขัดผิวให้มันโปร่งแสง  ปิดด้วยแผ่นทองคำเปลว บรรจุลงในกรุด้วยกาลเวลาอันยาวนาน ทองจะหลุดล่อนออกไป เหลือติดอยู่เพียงเล็กน้อย พระแก้วสีน้ำผึ้งนี้มักเรียกกันว่า “พระแก้วบุษราคัม”
คราบไคลขี้กรุ เป็นผงดินสีออกดำ มีกรวดทรายผสมอยู่เล็กน้อย ติดอยู่ในซอกแขน และซอกลึกหน้าตักองค์พระ
ขนาดหน้าตัก 2 ซม. สูง 3.2 ซม.

2. ยุคสมัยและศิลปะการสร้าง พระแก้วสีน้ำผึ้งนี้ สร้างร่วมสมัยกับการสร้างพระแก้วมรกต มีรูปแบบเดียวกันตามแบบศิลปะเชียงแสน-พะเยา สมัยล้านนายุคต้นพุทธศตวรรษที่ 20 มีอายุ 600 ปี

3. ผู้สร้าง พ่อค้าชาวจีนนำหินแก้วผลึกเข้ามาค้าขายในสมัยโบราณและสอนการแกะสลักให้ชาวโยนก แทนที่ชาวโยนกจะนำหินมาทำเครื่องประดับ กลับนำหินมาแกะสลักเป็นพระพุทธรูปขนาดเล็กไว้บูชา และเป็นพุทธบูชาไว้ตามกรุวัดต่างๆ ทั่วไปในถิ่นล้านนา โดยเฉพาะที่เมืองฮอดมีมากที่สุด เพราะเป็นศูนย์กลางการค้าขายระหว่างภาคเหนือและภาคกลาง มีวัดจำนวนมาก เมื่อมีการเปิดกรุก่อนที่จะถูกน้ำท่วม จากการสร้างเขื่อนภูมิพล ได้พระแก้วผลึกเหล่านี้จำนวนไม่น้อย จึงมีชื่อเรียกกันว่า “พระแก้วกรุฮอด” แม้จะพบจากที่อื่นก็ตาม


พุทธคุณ พระเครื่องสกุลเชียงแสนมีพุทธคุณสูงด้านอำนวยโชคลาภ และมีพุทธานุภาพด้านอยู่ยงคงกระพันชาตรี เป็นมหาอุตม์ และแคล้วคลาดดียิ่งนัก

พระแก้วน้ำผึ้งสีเข้ม กรุฮอด อำเภอฮอด จังหวัดเชียงใหม่

 

พุทธลักษณะ เป็นพระพุทธรูปลอยองค์ขนาดเล็ก ปางสมาธิ ครองจีวรแนบเนื้อ เปิดไหล่ขวา สังฆาฏิพาดไหล่ซ้าย ปลายสังฆาฏิรูปแฉกชายโบว์เหนือพระถัน เอกลักษณ์ศิลปะเชียงแสนสิงห์หนึ่ง พระพักตร์สลักเป็นรูปหน้ามนุษย์ พระกรรณยาวจรดไหล่ พระเกศาและพระเมาลีเรียบเกลี้ยงไร้เม็ดพระศก พระเกศจีมสั้นรูปดอกบัวตูม ประทับนั่งราบบนบัลลังก์ฐานเขียงชั้นเดียว

1. วัสดุที่ใช้สร้างองค์พระ สร้างด้วยหินแก้วผลึกน้ำผึ้งสีเข้มคล้ำ เรียกชื่อสากลว่า “ซิทรีน” เป็นอัญมณีพลอยเนื้ออ่อน หินเขี้ยวแก้วหนุมาน แกะสลักเจียรนัยผิวให้มันโปร่งแสง ปิดด้วยแผ่นทองคำเปลว แต่หลุดล่อนเหลือติดเพียงเล็กน้อย บางทีเรียกกันว่า “พระแก้วบุษราคัม”
ขนาดหน้าตัก 2 ซม. สูง 3.3 ซม.

2. ยุคสมัยและศิลปะการสร้าง สร้างร่วมสมัยกับการสร้างพระแก้วมรกต แกะสลักตามแบบศิลปะเชียงแสน-พะเยา สมัยล้านนายุคต้นพุทธศตวรรษที่ 20 มีอายุ 600 ปี

3. ผู้สร้าง พ่อค้าชาวจีนนำหินแก้วผลึกเข้ามาค้าขายในสมัยโบราณและสอนการแกะสลักให้ชาวโยนกแกะสลักเจียรนัยพระพุทธรูป
เมืองฮอดเป็นศูนย์กลางการค้าขายระหว่างภาคเหนือและภาคกลาง มีวัดมากมาย เมื่อมีการเปิดกรุก่อนจะถูกน้ำท่วมหลังจากการสร้างเขื่อนภูมิพล ได้พระแก้วผลึกจำนวนไม่น้อย จึงมีชื่อเรียกกันว่า “พระแก้วกรุฮอด” แม้จะพบจากที่อื่นก็ตาม


พุทธคุณ พระเครื่องสกุลเชียงแสนมีพุทธคุณสูงด้านอำนวยโชคลาภ และมีพุทธานุภาพด้านอยู่ยงคงกระพันชาตรี เป็นมหาอุตม์ และแคล้วคลาดดียิ่งนัก

วันจันทร์ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

พระแปด ซุ้มเรือนแก้วยอดแหลม กรุลำพูน

 

เป็นพระดินเผาขนาดใหญ่ งดงามมาก มีทั้งเนื้อละเอียดและเนื้อหยาบ ที่เรียกว่า พระแปดเพราะไม่นับเดียรถีร์สองตนที่นั่งคู้เข่าอยู่ด้านข้าง
พุทธลักษณะ ปางมารวิชัย องค์พระประทับนั่งขัดสมาธิเพชร ภายในซุ้มเรือนแก้ว ยอดซุ้มเป็นรูปปราสาทขอมโบราณเหมือนนครวัด มีองค์พระประทับนั่งที่ยอดซุ้ม ลดหลั่นกัน 7 องค์
ลักษณะองค์พระพุทธรูป ถือแบบอย่างศิลปะทวาราวดี คือพระเกศมาลาเป็นต่อมใหญ่สั้นและป้าน ไม่มีไรพระศก พระขนงยาว พระพักตร์ยาวแบบหน้าอินเดีย พระโอษฐ์แบะ พระหนุป้าน จีวรแนบชิดติดพระองค์ ห่มดองเปิดไหล่ขวา ชายสังฆาฏิยาวจดพระนาภี พระหัตถ์และพระบาทใหญ่ รองรับด้วยกลีบบัวหงายใต้ฐานบัวลูกแก้ว บนเศียรช้างสามเชือก ด้านซ้ายเป็นพระโมคคัลลานะ ด้านขวาเป็นพระสารีบุตรนั่งขัดสมาธิเพชร ขนาบด้วยเดียรถีร์ ทั้งหมดตั้งอยู่บนฐานบัวลูกแก้วสามชั้นภายในกรอบเส้นนูนสองเส้นรูปปลายใบหอกแหลม
ด้านหลังพระพิมพ์แบนราบมีลายมือกดแต่งเป็นคลื่นสูงต่ำทั่วไป ขอบข้างบางเหมือนใบมีด
1. วัสดุและทัพสัมภาระการสร้างพระ ส่วนผสมหลักคือดินเหนียว กรวดทรายศิลาแลง บดกรองละเอียด เมื่อเผาแล้วได้เนื้อพระแข็งแกร่ง ได้ดินเผาสีแดง คราบกรุเป็นดินโคลน เคลือบติดผิวแน่นทั้งด้านหน้าและด้านหลัง
ขนาดกว้างฐาน 8 ซม. สูง 11.5 ซม.
2. ยุคสมัยการสร้างและศิลปะ พระแปดเป็นพระร่วมสมัยทวาราวดีตอนปลายผสมกับศิลปะนครวัดแบบขอมโบราณพบที่กรุวัดประตูลี้ จังหวัดลำพูนเป็นครั้งแรกร่วมกับพระเลี่ยงหลวง และพระเลี่ยงพิมพ์นิยม นอกจากนี้ยังพบพระแปดที่จังหวัดนครศรีธรรมราช น่าจะเป็นพระพิมพ์ที่นำมาจากหริภุญไชยมาฝากกรุไว้
3. ผู้สร้าง ราชวงศ์พระนางจามเทวี ปฐมกษัตริย์อาณาจักรหริภุญไชย แยกตัวอพยพจากกรุงละโว้มาสร้างนครหริภุญไชย เมื่อต้นพุทธศตวรรษที่ 13 เป็นผู้สร้างบรรจุกรุไว้ ราวปลายยุคทวาราวดี พุทธศตวรรษที่ 16-17 มีอายุการสร้างประมาณ 1,000 ปี ก่อนที่จะล่มสลาย ถูกยึดครองโดยอาณาจักรล้านนา และราชวงศ์กษัตริย์หริภุญไชยนครสิ้นสุดลงในพุทธสตวรรษที่ 17

พุทธคุณ เมตตามหานิยม ด้านแคล้วคลาดดีพอๆกับพระรอด

วันจันทร์ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2559

พระนาดูนปรกโพธิ์ใหญ่ กรุพระธาตุ อำเภอนาดูน จังหวัดมหาสารคาม

 

ประติมากรรมล้ำค่าอีกหนึ่ง ที่น้อยคนจะได้พบเห็น

พุทธลักษณะ ปางสมาธิ องค์พระประทับนั่งขัดสมาธิราบแบบขาไขว้เป็นเอกลักษณ์ของพระพิมพ์นาดูน บนบัลลังก์ฐานบัว 5 ชั้น พระหัตถ์ขวาวางซ้อนบนพระหัตถ์ซ้ายซึ่งวางหงายบนหน้าตัก พระจีวรห่มดองแนบเนื้อเปิดไหล่ขวา พระเกศาขมวดเป็นตุ้มก้นหอย พระเกศลิ่มเล็กรูปบัวตูม มีรัศมีประภามณฑลรอบพระเศียร เหนือประภามณฑลขึ้นไปเป็นซุ้มปรกโพธิ์ รอบนอกเป็นเส้นครอบโค้งกรอบกระจก
ฐานบัวส่วนล่างสองชั้น มีพระโมคคัลลานะพระสารีบุตร ประทับยืนพนมมือหันหน้าเข้าหาองค์พระ ทั้งหมดอยู่ภายในกรอบรูปใบพาย
ด้านหลังพระพิมพ์อูมนูนเล็กน้อย มีรอยตกแต่งด้วยมือเป็นคลื่น เอียงลาดลงขอบพิมพ์ สันขอบหนา 7 มม.
1.    วัสดุและทัพสัมภาระการสร้างพระพิมพ์ ส่วนผสมประกอบด้วยดินเหนียว, กรวด, ศิลาแลง และแกลบ เมื่อเผาแล้ว ทำให้เนื้อพระแข็งแกร่ง พระพิมพ์เป็นดินเผาสีแดงคล้ำ เนื้อดินจับตัวกันกลายเป็นผลึกหินแล้ว ใช้แท่งโลหะเคาะ จะมีเสียงกังวานเหมือนระฆัง คราบไคลสีดินโคลนเคลือบบางๆเกาะติดผิวแน่นทั้งด้านหน้าและหลัง เป็นหลักฐานอยู่ในกรุด้วยเวลายาวนาน
ขนาดของพระพิมพ์ กว้างฐาน 8 ซม. สูง 14 ซม.
2.     ยุคสมัยการสร้างและศิลปะ ลักษณะพุทธประติมากรรมเป็นแบบผสมระหว่างศิลปะทวาราวดีกับศิลปะลพบุรี มีส่วนละม้ายศิลปะขอม กรมศิลปากรกำหนดอายุของพระพิมพ์นาดูน อายุการสร้างอยู่ระหว่าง พุทธศตวรรษที่ 14-15 ประมาณ 1,300 ปี
ความงดงามและความเก่าแก่ของพระกรุนี้จัดอยู่ในยุคปลายคุปตะหรือต้นปาละของศิลปะอินเดีย
การแตกกรุ สถูปขนาดใหญ่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุแห่งเมืองนครจำปาศรี อำเภอนาดูน จังหวัดมหาสารคามพังทลายลงมาทางด้านทิศตะวันออก พระพิมพ์ไม่ได้ถูกบรรจุไว้ในกรุหรือภาชนะอื่นใด จมอยู่ในดินไม่ลึก ฝังอยู่เปะปะทั่วไป พระพิมพ์คงติดประดับไว้ตามซุ้มด้านข้างพระสถูป และวางกองไว้ที่ฐาน เมื่อสถูปล้มฟาดไปทางใด พระพิมพ์ก็จะปรากฏมีมากด้านนั้นๆ
การแตกกรุค้นพบโดยบังเอิญ โดยเจ้าของนาไปปลูกผักในที่นาของตน ได้พบพระพิมพ์แบบต่างๆ จึงนำไปขายในตัวจังหวัด กระทั่งชาวบ้านรู้ข่าวว่า จึงลุกฮือไปแย่งกันขุด เมื่อเดือนมิถุนายน 2522
3.    ผู้สร้าง จากอักขระที่ปรากฏอยู่บนแผ่นพระพิมพ์ดินเผาบางองค์ ซึ่งใช้ดินสีแดง เขียนด้วยของแหลมลงในเนื้อดินนั้น ทำให้ทราบว่า คำจารึกส่วนใหญ่ ได้สร้างพระเหล่านี้ขึ้นเพื่อการกุศลผลบุญ มีจารึกตอนหนึ่งกล่าวว่า “พระเจ้ากะลามาแตง สร้างไว้เพื่อทำบุญ” แสดงว่าพระพิมพ์ดินเผากรุพระธาตุนาดูน กษัตริย์มอญปกครองอาณาจักรนครจำปาศรี อำเภอนาดูน จังหวัดมหาสารคาม เป็นผู้สร้างไว้เมื่อประมาณ 1,300 ปีมาแล้ว


พุทธคุณ ทางด้านแคล้วคลาดสูงมาก

วันอาทิตย์ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2559

พระคันธาระสุวรรณภูมิ ประทานพร

 

พระพุทธลักษณะ ปางประทานพร หรือแสดงธรรม องค์พระประทับนั่งราบบนฐานเขียงสองชั้น พระสรีระเสมือนมนุษย์จริง ห่มคลุมกลีบจีวรเป็นริ้ว พระเกศาและมวยผม เป็นเส้นผมหวีเรียบเหมือนผมจริง เป็นศิลปะสมัยคันธาระของอินเดีย ด้านหลังพระเศียรมีรัศมีประภามณฑลรูปกลม
ด้านหลังพระพิมพ์แบนเรียบ ขนาดกว้างฐาน 4.5 ซม. สูง 7 ซม.

1. วัสดุการสร้างพระพิมพ์ ส่วนผสมหลักคือดินเหนียว กรวด ทราย บดกรองละเอียด ส่วนผสมที่ใช้มากคือทราย เมื่อเผาแล้วทำให้เนื้อพระแข็งแกร่ง ได้พระพิมพ์ดินเผาสีส้มแดง คราบไคลสีดำคล้ำผสมกับคราบหินปูนสีขาว เป็นฝ้าบางๆ เคลือบผิวเนื้อติดแน่น เป็นหลักฐานที่พระพิมพ์นี้ ถูกฝังอยู่ในวัตถุสถานนับพันปี

2. ศิลปะ ยุคสมัยการสร้างและผู้สร้าง อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี ดั้งเดิมเป็นเมืองโบราณศูนย์กลางอาณาจักรสุวรรณภูมิ มีผู้คนหลายเผ่าพันธุ์ อาศัยอยู่ นับถือศาสนาพุทธที่แผ่เข้ามาจากอินเดีย มีศิลปะทวาราวดี กำเนิดขึ้นในพุทธศตวรรษที่ 10 ชาวอินเดียอพยพเข้ามาภายหลัง ได้นำเอาอารยธรรมการสร้างพระพุทธรูปบูชาเข้ามาด้วย ผู้ปกครองจึงรับเอา มาประยุกต์ใช้กับพระพิมพ์ดินเผาขนาดเล็ก เพราะสร้างง่ายและได้จำนวนมาก ปลุกเสกแล้วนำบรรจุในสถูปเจดีย์เพื่อยึดเหนี่ยวชาวพุทธและสืบต่อพระศาสนา ถือเป็นกำเนิดของพระพิมพ์ครั้งแรกของประเทศไทย มีชื่อว่า “พระคันธาระสุวรรณภูมิ ในต้นยุคทวาราวดีที่อู่ทอง สุพรรณบุรี ก่อนศิลปะทวาราวดีจะไปเจริญที่นครปฐม เมื่ออู่ทองเสื่อมลง

พุทธคุณ นิรันตรายภัยพิบัติทั้งปวง

พระสามหอม สกุลหริภุญชัย(ลำพูน) กรุดอยคำ เชียงใหม่ - ๒

 

เมื่อปี พ.ศ. 2509 เคยพบที่กรุเวียงกุมกาม

พุทธลักษณะ องค์พระประทับนั่ง ปางมารวิชัย ขัดสมาธิเพชร เข่านอก ประทับบนบัลลังค์บังคว่ำบัวหงาย อยู่ภายในซุ้มเรือนแก้วลายกนก ข้างๆมีอัครสาวกสององค์ ด้านข้างซุ้มและยอดซุ้ม มีพระเจดีย์ องค์พระนูนเด่นชัดเจนสวยงาม มีกลิ่นหอม สัณฐานขอบนอกเป็นรูปไข่ ขนาดกว้าง 5ซม. สูง 7.5 ซม. ด้านหลังองค์พระนูนมาก เกือบจะเรียกได้ว่าเป็นไข่เป็ดขนาดใหญ่ผ่าซีก พื้นผิวกดพิมพ์ด้วยนิ้วมือ เป็นรอยบดบี้อยู่ทั่วไป

1. องค์พระเป็นดินเผาสีแดง สร้างด้วยดินกรองละเอียดผสมว่าน ผิวตึง ความเสื่อมผิวน้อย เพราะกรุอยู่บนดอย ไม่แช่น้ำเหมือนพระเมืองลำพูน ราดำมีให้เห็นประปรายพอสมควร

2. ยุคสมัยการสร้าง พระสามหอม เป็นพระที่มีศิลปะสูงแบบหนึ่ง วงการอ่านว่าเป็นศิลปะทวาราวดี หรือ คุปตะเป็นศิลปะเก่ากว่าลพบุรี แต่ได้ประยุกต์ฝีมือหลายช่างรวมกัน จนกลายเป็นพระที่มีศิลปะสูงแบบหนึ่ง จนกระทั่ง ศาสตราจารย์ เขียน ยิ้มศิริ เรียกศิลปะสมัยลำพูนว่า “ละโว้หริภุญชัย” โดยเป็นฝีมือประยุกต์ และใช้แบบพระเก่ามาเป็นแม่แบบ แต่ช่างมีความชำนาญในศิลปะลพบุรี จึงแทรกศิลปะลพบุรีลงในที่ใดที่หนึ่ง เช่นเดียวกับสมัยหริภุญชัย ซึ่งมีอายุอยู่ในพุทธศตวรรษที่ 14-17 พระสามหอมมีอายุการสร้างไม่เกินพุทธศตวรรษที่ 17 (ราว1,000 ปี)

3. ผู้สร้าง กลุ่มชนมอญโบราณใช้อักษรมอญโบราณและภาษามอญอยู่ในจังหวัดลำพูน(หริภุญชัย) เป็นผู้สร้างบรรจุกรุไว้ ที่กรุดอยคำ จังหวัดเชียงใหม่ ก่อนที่จะล่มสลาย ถูกยึดครองโดยอาณาจักรล้านนาและราชวงศ์กษัตริย์แห่งหริภุญชัยนครสิ้นสุดลงในพุทธศตวรรษที่ 17

พุทธคุณ พระสามหอมมี นิรันตราย แบบเดียวกับพระรอด เป็นพระรักษาชีวิตดีเลิศองค์หนึ่งทีเดียว

วันจันทร์ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2559

พระนางพญาเสน่ห์จันทร์ กรุต้นจันทร์ สุโขทัย

 

 

พุทธลักษณะ เหมือนกรุตาเถรขึงหนังทุกประการ จุดที่เป็นส่วนต่างให้สังเกตมือ ข้อศอกที่วางบนหัวเข่าซ้าย จะมีหมอนแบนรองรับไว้

พุทธคุณ เมตตาหมานิยม, แคล้วคลาด, คงกระพัน